หน้าแรกวรรณกรรมเรื่องสั้น : สะพานรวมเมฆ : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

เรื่องสั้น : สะพานรวมเมฆ : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

ความฝันทั้งหมดคือการเติมเต็มความคาดหวัง
: ซิกมันด์ ฟรอยด์

บนสะพานรวมเมฆ ผมทอดสายตาเหม่อมองดูแม่น้ำนครชัยศรีอันกว้างใหญ่ เช่นเดียวกับที่พ่อของผมเคยทำมาก่อน ภายในใจพลันรู้สึกเศร้าเมื่อหวนคิดคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เมื่อแลเห็นเด็กสาวแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นสะพานตรงมายังบริเวณที่ผมยืนอยู่ ท่าทางการเดินอย่างแช่มช้าของเธอราวกับอยู่ในห้วงความฝัน

พวกผู้ใหญ่เล่าว่า สมัยที่ผมยังเล็กมาก อายุยังไม่ทันครบหนึ่งเดือนดี แม่ได้ขับรถเก๋งของยายพาผมออกจากบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าแม่จะไปที่ไหน แล้วทำไมจึงต้องรีบร้อนเสียขนาดนั้น กระทั่งรถยนต์ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในหนองน้ำตื้น ๆ แห่งหนึ่งตอนช่วงพลบค่ำ นานทีเดียวกว่าจะมีคนมาช่วยพาแม่กับผมออกจากซากรถที่จมน้ำอยู่ครึ่งคัน เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็พบว่าแม่อยู่ในอาการโคม่า สมองส่วนใหญ่เสียหายไม่น้อยกว่าสี่ชั่วโมงมาแล้ว ส่วนทารกคือผมปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์

……………….

“ผมไม่ได้ฝันหรือเมาหรอกครับ ผมคิดว่าเสียงผู้หญิงที่ร้องให้ช่วยเป็นเสียงของแม่เด็กอย่างแน่นอน” พลเมืองดีเล่าให้ญาติของผมฟัง

ภายในห้องนอนที่บ้าน บนเตียงโลหะที่ใครก็อาจคุ้นตาเพราะผลิตขึ้นมาสำหรับผู้ป่วย แม่ได้ลุกขึ้นนั่งโดยไม่สนใจกับสายของเครื่องช่วยหายใจและสายสำหรับให้อาหารเหลวทางช่องท้อง แม่เริ่มต้นส่งเสียงเนือย ๆ เล่าว่า แม่พบและรู้จักกับพ่อของผมบนสะพานคอนกรีตรูปทรงโค้ง ซึ่งใช้สัญจรข้ามแม่น้ำนครชัยศรีอันเชี่ยวกราก สายตาของแม่ขณะเล่าเอาแต่จับจ้องมองผนังห้องสีขาว ราวกับว่านั่นคือฉากชีวิตที่ไม่มีใครแลเห็นนอกจากแม่เพียงคนเดียว

ตั้งแต่ผมเติบโตขึ้นมาก็ไม่เคยได้ยินถ้อยคำใด ๆ หลุดจากปลายลิ้นและริมฝีปากอันซีดเซียวของแม่เลย นอกจากเสียงครางไม่เป็นภาษาอือ ๆ อา ๆ ยามที่แม่นอนละเมอ หรือในยามที่ผมเช็ดตัวทำความสะอาดให้ ดังนั้นผมจึงรู้สึกดีใจอย่างล้นเหลือ ดีใจยิ่งกว่าที่ปีนี้ผมสามารถสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยระดับแถวหน้าของประเทศได้ตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า มันน่าเหลือเชื่อที่ในที่สุดแม่ก็พูด แม่กลายเป็นเจ้าหญิงผู้ตื่นจากนิทรา เสียงพูดของแม่คือความหวัง และนั่นทำให้น้ำตาของผมไหลออกมาโดยไม่รู้สึกตั

“นี่คือความฝันใช่ไหมครับแม่”

แม่ไม่ตอบคำถามนี้ แต่เล่าว่าในปีนั้นช่างเป็นปีที่แสนจะวุ่นวาย แม่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โทนี่ แบลร์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ   อังกฤษคืนฮ่องกงให้แก่จีน นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า มนุษย์เรามีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษในทวีปแอฟริกาเมื่อราวสองแสนปีก่อน เครื่องบินโบอิ้ง 747 ตกที่เกาะกวม มีผู้เสียชีวิต 228 ศพ พายุไต้ฝุ่นชื่อลินดาถล่มจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และประเทศไทยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อใกล้จะถึงปลายปี แม่ก็หาเรื่องปลีกตัวออกจากแวดวงสังคมเมืองหลวงโดยย้ายไปอยู่ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม แม่ไม่สนใจจะสวมเสื้อครุยไปงานรับปริญญาด้วยซ้ำ เวลานั้นลมหนาวพัดมาจากทางเหนือได้ราวหนึ่งเดือนแล้ว แม่กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดหนังสือเข้าชั้นวางให้เป็นระเบียบในวันเปิดร้าน “สโรชา” 

แม่เล่าว่า แม่ดีใจมากที่มีร้านขายหนังสือเป็นของตัวเองเสียที ตามความใฝ่ฝันซึ่งก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจระบุได้ บางทีอาจจะเริ่มเมื่อเข้าสู่วัยสาวแรกรุ่น วัยที่เต็มไปด้วยความฝันอันงดงาม แม้ว่าความฝันจะเป็นเพียงเรื่องชั่วครู่ชั่วยามของชีวิตก็ตาม

แม่เล่าต่อไปว่า เดิมทีห้องแถวไม้ในตลาดท่านาแห่งอำเภอนครชัยศรีนี้เป็นร้านขายยาของคุณลุง ซึ่งได้ทำสัญญาเช่ากับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เอาไว้ ภายหลังยุติกิจการไปด้วยปัญหาเรื่องสุขภาพ เมื่อแม่เรียนจบและยังหางานประจำที่ถูกใจไม่ได้ เนื่องจากบริษัทหลายแห่งปิดตัวลงเพราะเกิดวิกฤตการณ์ลอยตัวค่าเงินบาท แม่จึงขออนุญาตคุณลุงมาเปิดร้านขายหนังสือที่นี่ โดยลงทุนจ้างรถสิบล้อขนหนังสือจากกรุงเทพฯ มาเต็มคัน และทันทีที่ทำได้สำเร็จ แม่ก็รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นหญิงที่กล้าหาญ ลำพังตัวคนเดียวก็สามารถจัดการกับเรื่องราวรวมถึงปัญหาต่าง ๆ ได้ทั้งหมด  ความผิดหวังจากอดีตคนรักที่แยกย้ายกันไปทำงานหลังเรียนจบ แล้วในเวลาต่อมาก็นอกใจแม่ (แม่ฟาดศีรษะเขาด้วยขวดเบียร์เมื่อรู้ความจริง) ไม่สามารถทำลายแม่ได้อีกแล้ว แม่ทำความสะอาดร้าน และดัดแปลงอุปกรณ์เครื่องใช้ของร้านขายยาจนกลายเป็นร้านขายหนังสืออันสวยเก๋ ส่วนใหญ่หนังสือที่นำมาจำหน่ายนี้จะเป็นหนังสืออ่านแล้วที่แม่สะสมไว้ โดยตั้งราคาขายต่ำกว่าราคาบนปกราวครึ่งหนึ่ง ภายในร้านมีเพียงหนังสือพิมพ์รายวันและนิตยสารเท่านั้นที่เป็นของใหม่ โดยจะมีคนขี่จักรยานยนต์มาส่งทุกวัน


ตกเย็นแม่ปิดประตูร้าน แล้วเดินเล่นทอดอารมณ์ไปตามชายฝั่งแม่น้ำ จากนั้นอะไรก็ไม่รู้ได้ดลใจให้แม่เดินข้ามสะพานรวมเมฆไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่ง ครั้นเดินจนถึงตีนสะพานฝั่งโน้นก็พบว่าไม่มีอะไรน่าสนใจจึงหันหลังกลับ เมื่อเดินมาถึงกลางสะพานก็สังเกตเห็นชายหนุ่มผมยาวคนหนึ่งกำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ ชายผู้นี้ทอดตามองสายน้ำภายใต้แสงตะวันยามสนธยาอันอ่อนจางลางเลือนเต็มที แม้กระนั้นแม่ก็ยังสามารถแลเห็นดวงตาโศกซึ้ง ซึ่งมีแววช่างคิดช่างฝันได้เป็นอย่างดี ดวงตาคู่นี้เองที่ภายหลังได้หันมาประสานสายตากับแม่ จ้องมองดูแม่ และทำให้แม่ตกอยู่ในห้วงความฝัน

แม่เล่าว่า พ่อของผมมักจะเดินมาที่ร้านขายหนังสือในเวลาสายจัดมากแล้ว พ่อชอบแต่งตัวปอน ๆ ด้วยเสื้อยืดและกางเกงยีนฟอกเก่าขาด ผมที่ไว้ยาวถูกรวบรัดด้วยหนังยาง โชคดีที่ตามปกติพ่อดูสะอาดสะอ้านเหมือนคนทั่วไป แม้หลายครั้งจะได้กลิ่นสุราโชยมาจากตัวของพ่อก็ตาม พ่อชอบยืนอ่านข่าวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์โดยไม่แตะต้องหรือคลี่มันออก ยกเว้นก็แต่นิตยสารบางฉบับที่พ่ออาจพลิกอ่านดูบ้างเล็กน้อย จากนั้นก็จะเปลี่ยนมาเดินชมหนังสือเล่มภายในร้าน หลายครั้งก็ซื้อติดมือกลับไปอ่านที่บ้านด้วยถ้าเป็นเล่มที่สนใจ เมื่ออ่านจบพ่อจะเดินกลับมาพูดคุยเกี่ยวกับตัวละครและเรื่องราวในหนังสือ เวลานั้นแม่รู้สึกว่านี่ช่างเป็นบทสนทนาที่มีรสมีชาติอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน มีหลากหลายแง่มุมของโลกหนังสือและชีวิตที่พ่อชี้ให้แม่เห็น ที่เห็นอยู่แล้วก็ชัดเจนมากขึ้น แจ่มชัดจนกระทั่งสามารถสัมผัสได้ถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เคยมองข้ามไป แม่รู้สึกว่าทั้ง ๆ ที่พ่อน่าจะมีอายุใกล้เคียงกับแม่ แต่ก็ดูเหมือนพ่อจะช่ำชองชีวิตมากกว่า พ่อและแม่ต่างกันราวแมวจรจัดกับแมวบ้านก็ไม่ปาน

“คุณน่าจะไปเป็นนักเขียนนะคะ”

“นักเขียนงั้นหรือ”พ่อยิ้มตรงมุมปาก 

แล้วก็ชอบยิ้มเช่นนี้ตลอดมาในภาพความทรงจำของแม่ แม่มองเห็นร่องรอยของความภูมิอกภูมิใจอยู่ในแววตาช่างฝันคู่นั้นด้วย

“พูดตามตรงอย่างสัตย์ซื่อ ผมไม่อยากเป็นเลยไอ้นักเขียนนี่น่ะ ผมมีลมหายใจเพียงเพื่อจะคิดและฝัน ทั้งในยามหลับและยามตื่น แต่มันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ผมต้องเล่าความคิดความฝันของผมผ่านตัวหนังสือ หลายคนจึงยกให้ผมเป็นนักเขียน แน่ละ ผมปฏิเสธสถานะอันธรรมดาสามัญนี้ไม่ได้เสียด้วย”

“โอ้ คุณเป็นนักเขียนจริง ๆ หรือคะ น่าทึ่งจัง แล้วนามปากกาของคุณล่ะ”

“อัตตา ลำนำปฐม…”

ถึงตรงนี้แม่ก็เอ่ยปากขอดูหนังสือที่พ่อเคยเขียน

“แย่หน่อยนะครับ สำหรับคุณและผู้คนอีกมากมายที่รออ่านอยู่ ถูกต้อง   ผมยังไม่มีหนังสือเป็นของตัวเอง แต่ผมก็ฝันที่จะเขียนหนังสือดี ๆ ให้ได้สักเล่มตลอดมา” พ่อยิ้มตรงมุมปากอีกแล้ว พร้อมกับยักไหล่ “แน่นอน ถ้าจะเอาปริมาณมันก็ไม่ใช่ปัญหา ทว่าสำหรับผมคุณภาพต้องมาก่อน แล้ววันหนึ่งคุณจะเป็นคนแรกที่ผมจะเซ็นชื่อให้ในหนังสือเล่มแรกของผม ว่าแต่คุณชื่ออะไรล่ะครับ ตอนที่พบกันบนสะพานผมก็ไม่กล้าถามเสียด้วย”

แม่ชี้ที่ป้ายชื่อร้านหนังสือซึ่งอยู่เหนือศีรษะขึ้นไป

“ผมว่าแล้ว…สโรชา…ไพเราะมาก คุณสโรชาจะขัดข้องไหม ถ้าผมจะขอนำชื่อนี้ไปใช้เป็นชื่อนางเอกในนวนิยายเรื่องแรกของผม ผมตั้งใจจะเขียนนวนิยายสักเรื่องหนึ่งครับ ผมจะทำให้คุณสโรชาเป็นอมตะอยู่ในผลงานของผมตลอดไป จริง ๆ นะครับ ผู้คนจะจดจำชื่อของคุณไว้ มันจะไม่เน่าเปื่อยเหมือนเนื้อหนังของพวกเรา ตอนนี้ผมพร้อมแล้วสำหรับการเขียนนวนิยายชั้นเยี่ยม  ผมไม่ได้เอาแต่ฝัน ทว่าหมั่นสะสมความเจนจัดและชั้นเชิงด้านงานเขียนอยู่เสมอ ด้วยการสร้างสรรค์เรื่องสั้น บทความ และบางครั้งก็เป็นบทกวี จากนั้นส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารหัวต่าง ๆ ที่เห็นวางขายอยู่บนแผงหนังสือของคุณสโรชานี่แหละ อ้อ ผมตัดเก็บผลงานเหล่านั้นไว้ด้วยนะ ใส่แฟ้มไว้เป็นระเบียบเลยทีเดียว เดี๋ยวเย็นนี้ผมจะหอบมาให้อ่าน ถ้าคุณสโรชาอยากอ่านและไม่คิดว่าเป็นการเสียเวลามากจนเกินไป”

แม่จึงชวนพ่อมากินอาหารค่ำเพื่อนั่งอ่านผลงานของพ่อไปพร้อมกัน แล้วคืนนั้นเองที่แม่ได้รู้ว่าพ่อช่างเป็นชายเจ้าชู้ อีกทั้งโรแมนติกอย่างร้ายกาจ ถ้อยคำอันอ่อนหวานซ่านซึ้งจากปากของพ่อทำให้แม่รู้สึกคุ้นเคยและประทับใจในตัวพ่อมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่พ่อไม่ใช่ผู้ชายที่มีหน้าตาหล่อเหลาอะไรเลย มิหนำซ้ำยังมีดวงตาแดงก่ำอยู่เกือบจะตลอดเวลาอีกด้วย เนื่องจากอดนอนหรือไม่ก็ร่ำสุรามาอย่างหนักนั่นเอง ส่วนรูปร่างนั้นก็ไม่สูงไม่ต่ำ แลดูเหมือนคนธรรมดาสามัญทั่วไป จะดีหน่อยก็ตรงที่มีผิวค่อนข้างขาว ในภายหลังแม่อดคิดไม่ได้ว่ามันคงเป็นเรื่องของเคราะห์กรรม อย่างน้อยพ่อก็เคยทำให้แม่มีความสุขและความหวังในชีวิตมาก่อน

ในเวลาต่อมา แม่ได้รับรู้ว่าพ่อมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน พ่อสารภาพว่าพ่อไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้นเลย เพียงแค่คบกันในฐานะนักเขียนหัวสมัยใหม่เพื่อคอยช่วยเหลือจุนเจือกันในยามยากเท่านั้น แม้ไม่อยากเชื่อแต่แม่ก็เชื่อราวกับเด็กตาบอดว่านอนสอนง่าย อาจเป็นเพราะพ่อถึงกับรับปากว่าอีกไม่นาน พ่อจะแสดงความจริงใจด้วยการพาแม่ย้ายไปอยู่ทางภาคเหนือด้วยกัน ในกระท่อมหลังน้อยกลางดงดอยอันสงบงามของจังหวัดน่าน การให้ความหวังของพ่อนี้ช่างดูเป็นภาพฝันอันอบอุ่นในหัวใจของหญิงสาวคนหนึ่ง และทำให้แม่ยอมรับไว้เป็นความหวังด้วยความเห็นแก่ตัวเรื่อยมา

ภายหลังเมื่อแม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของผู้หญิงคนนั้น ก็ในตอนที่พ่อเอ่ยชื่อของเธอออกมายามเมามายแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ทำให้แม่รู้ตัวว่าเคยอ่านงานเขียนของเธอมาก่อน เธอมีผลงานและชื่อเสียงมากกว่าพ่อของผมมากนัก ซึ่งนั่นก็ทำให้แม่นึกอยากเป็นนักเขียนขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

…………..

เช้ามืดวันหนึ่งพ่อมาเคาะประตูร้านปลุกแม่ในสภาพเหมือนคนที่ดื่มสุรามาทั้งคืน หลายครั้งที่ร่างผอมบางของพ่อยืนโงนเงนแทบจะทรงตัวไม่อยู่หากไม่หาอะไรยึดจับไว้ แม้กระนั้นพ่อก็ยังอุตส่าห์ชวนแม่เดินไปวัดแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปหลายกิโลเมตร อ้างว่าหมอกกำลังลง และถนนเลียบแม่น้ำที่ยังไม่มีรถราวิ่งจะดูสวยงามเป็นพิเศษ

“อยากไปเดินเล่นกับผมหรือเปล่า” พ่อถามด้วยเสียงเบาเหมือนคนง่วงนอนเต็มที

แม่จึงเดินคู่เคียงกับพ่อไปตามถนนเล็ก ๆ ซึ่งทอดเป็นเส้นตรงและยาวไกล ผ่านโรงเหล้าที่มีกลิ่นส่าเหม็นโชยคละคลุ้งแทรกซึมไปทั่วบริเวณนั้น กระทั่งบรรลุถึงวัดเก่าแก่อันเป็นเป้าหมาย

“นี่คือวัดกลางบางแก้ว” พ่อกล่าวเป็นเชิงแนะนำ จากนั้นก็พาแม่ไปนั่งเล่นที่ศาลาริมน้ำ พ่อชวนแม่นั่งห้อยขาแช่น้ำไหลเย็นอยู่เป็นนานสองนาน สุดท้ายพ่อก็ฟุบหลับไปบนตักอันอ่อนนุ่มของแม่ ปล่อยให้แม่ลูบไล้เรือนผมยาวอันรกรุงรังนั้นราวกับเป็นเจ้าของเต็มตัว

แล้วพ่อก็สะดุ้งตื่นขึ้นหลังจากที่หลับไปร่วมชั่วโมง พ่อขอโทษแม่และรีบชี้แจงว่า คืนที่ผ่านมาพ่อนั่งเขียนหนังสืออยู่จนดึกดื่น ครั้นเขียนเสร็จก็ดื่มเหล้าไปสองหรือสามแก้วเป็นการฉลองเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามธรรมเนียม

“ผมติดนิสัยเขียนหนังสือเวลากลางคืนมานานแล้ว แต่มันก็คุ้มค่านะ สำหรับงานที่ดีเยี่ยมขนาดนั้น ดีจนผมแทบจะไม่อยากเชื่อในความสามารถของตัวเองเลยด้วยซ้ำ” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “อ้อ ตอนที่ผมหลับไป ผมฝันถึงคุณด้วยนะ สโรชา” แล้วพ่อก็ยิ้มอย่างเปิดเผยเหมือนเด็ก ๆ

ขากลับพ่อชวนแม่แวะซื้อไก่ กะทิ ผัก และเครื่องแกง เพื่อทำแกงเขียวหวานให้แม่กิน อาจเป็นได้ว่าในบทสนทนาที่คุยโต้ตอบกัน แม่เคยกล่าวให้พ่อรับรู้เกี่ยวกับอาหารโปรดมาก่อน

“อร่อยถูกปากมากเลยค่ะ แม้จะเผ็ดไปหน่อยก็เถอะ” แม่เอ่ยชมอย่างจริงใจ

หลังอาหารเช้าได้ไม่นาน พ่อก็มีท่าทีกระสับกระส่ายจนแม่ต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัย ในที่สุดพ่อก็ยอมรับว่ากำลังวิตกกังวลเรื่องเงินค่าเช่าบ้าน เนื่องจากเมื่อคืนพ่อเผลอนำเงินที่เตรียมไว้จ่ายค่าเช่าบ้านไปเลี้ยงดูเพื่อนฝูงจนเกือบหมด ก่อนจะได้แนวความคิดดี ๆ กลับมาเขียนหนังสือต่อที่บ้านเช่า

“ถ้าไม่เป็นการรบกวน ผมอยากจะขอยืมเงินคุณสโรชาสักสองพันบาท แล้วผมจะรีบใช้คืนให้โดยเร็ว”

“ได้ค่ะ” 

แม่กุลีกุจอลุกขึ้นเดินไปเปิดลิ้นชักโต๊ะและหยิบเงินจำนวนดังกล่าวมายื่นให้ “ไม่ต้องรีบนำมาใช้คืนหรอกนะคะ หวังว่ามันจะช่วยแก้ไขปัญหาของคุณอัตได้”

“ขอบคุณมากครับ ผมจะไม่ลืมน้ำใจของคุณสโรชาเลย”

แม่มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือพ่อเป็นครั้งแรก แต่ภายหลังเมื่อรู้ความจริงจากปากของพ่อ ว่าพ่อนำเงินดังกล่าวไปใช้ทำอะไร แม่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดบาปเสมือนหนึ่งรู้เห็นเป็นใจไปกับพ่อด้วย

แม่ใช้เวลาที่เหลืออยู่ด้วยการดูแลร้านหนังสือที่ตลาดท่านา ทุกวันแม่จะคว้าไม้ขนไก่อันเล็ก ๆ มาปัดฝุ่นซึ่งล่องลอยมาตกลงบนหนังสือที่แม่รัก ย่ำค่ำหน่อยก็ปิดร้านพักผ่อน หากไม่มีนัดกับพ่อ แม่ก็จะหัดเขียนเรื่องสั้นโดยใช้มุมมองตัวละครเอกเป็นหญิงสาวคล้ายแม่ มนุษย์ผู้ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งและปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต

เมื่อเขียนจบและแก้ไขขัดเกลาสำนวนถ้อยคำอยู่หลายครั้ง แม่ก็นำต้นฉบับไปยื่นให้พ่อ เวลานั้นดูเหมือนพ่อจะไม่ค่อยสนใจนัก ด้วยกำลังดื่มเหล้าอยู่กับพรรคพวกที่ร้านเจ้าประจำในตลาด แม่ไม่ชอบน้ำหน้าเพื่อน ๆ ของพ่อเลย เนื่องจากมักจะมองดูแม่ด้วยสายตาแทะโลมอยู่เสมอ แม่จึงทิ้งต้นฉบับไว้ แล้วขอตัวกลับร้านหนังสือ เมื่ออยู่ตามลำพัง แม่ก็ลงมือเขียนเรื่องสั้นเรื่องใหม่ด้วยความกระตือรือร้น เรื่องใหม่นี้เป็นเรื่องของหญิงสาวที่ต้องเลือกระหว่างความรักหรือการเป็นคนดีมีศีลรรม นี่คือความขัดแย้งที่งดงาม ทว่ารวดร้าวในความคิดของแม่

แม่ยอมรับว่าแม่เริ่มหลงเสน่ห์งานเขียนเสียแล้ว มันทำให้จินตนาการของแม่โบยบินไปสู่โลกแห่งความฝัน โลกที่แม่ไม่เคยพานพบมาก่อน ที่สำคัญแม่หวังว่าพ่อจะชอบเรื่องของแม่ด้วย

“เรื่องสั้นที่ฉันเขียนเป็นยังไงบ้าง” แม่เอ่ยถามอย่างอาย ๆ

“ในความคิดของผมนะ มันดีเกินกว่าที่จะเป็นเรื่องแรกของนักเขียนใหม่” พ่อพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“จริงหรือคะ ถ้าอย่างนั้นขอต้นฉบับคืนด้วยค่ะ ฉันจะนำไปแก้ไข มีอะไรหลายอย่างให้อยากแก้ไขเสมอ เวลานึกถึงมัน” แม่แบมือยื่นออกไปข้างหน้า

“ไม่จำเป็นหรอกครับ ผมแก้ให้เรียบร้อยแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ผมได้ทำเป็นต้นฉบับพิมพ์ดีดส่งไปให้นิตยสารฉบับหนึ่งแล้วด้วย” พ่อจ้องมองดูแม่พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ล้อเล่นหรือเปล่าคะ มันยังไม่ดีพอ ฉันอายรู้ไหม แล้วนามปากกาล่ะ ฉันยังไม่มีนามปากกาเลย ฉันอยากได้นามปากกาที่ไพเราะและสร้างแรงบันดาลใจ” แม่เริ่มมีอาการวิตกกังวลแกมโมโห

“ผมให้เขาใช้ชื่อจริง ผมอยากให้คนทั้งโลกรู้จักคุณเหมือนผม” พ่อยิ้มตรงมุมปากพร้อมกับจ้องมองดูแม่ไม่วางตา

“ขอให้มันไม่ได้ตีพิมพ์เถอะค่ะ ฉันเกรงคนอ่านจะคิดว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของฉันเอง เพราะความที่ใช้ชื่อจริงนี่แหละ” แม่ทำท่ากระฟัดกระเฟียด

“ไม่หรอก คนอ่านจะรักเรื่องนี้ และ…รักคุณ ผมรู้อยู่แก่ใจ”

……………………..

“หนึ่งทุ่มพบกันที่สะพานรวมเมฆ ผมอยากเห็นหน้าคุณ – อัตตา”


เช้าวันหนึ่งตอนเปิดประตูร้าน แม่ก็พบกระดาษแผ่นหนึ่งพับสามทบร่วงหล่นลงมาจากด้านบนของบานประตูไม้ แม่เล่าว่าทีแรกนึกฉงนเล็กน้อย ครั้นคิดได้ว่าต้องเป็นของพ่ออย่างแน่นอน จึงรีบคลี่ออกอ่าน พออ่านแล้วแม่ก็อดยิ้มไม่ได้ แม้จะรู้สึกโกรธและน้อยใจที่พ่อหายหน้าไปหลายวัน ก่อนหน้านั้นอยากจะตามไปหาที่บ้านเช่าของพ่อ แต่แม่ก็ไม่รู้จัก แม่ยอมรับว่าไม่เคยกล้าขอตามพ่อไปดูบ้านหลังนั้น เพราะพ่อคงปฏิเสธ แล้วก็อาจจะพูดขึ้นว่า “บ้านที่ตำบลบางกระเบาไม่ใช่บ้านของเรา บ้านที่แท้จริงของเราจะอยู่บนดอยที่น่าน บ้านของเราสองคน จำไว้นะ”

พ่อเป็นเช่นนี้เสมอ แม่บอก

แม่นอนตะแคงมองดูพ่อไม่วางตา เช้าแล้วแต่พ่อยังไม่ตื่น เมื่อคืนหลังจากได้พบกันตามนัดบนสะพานรวมเมฆ พ่อก็เอ่ยปากชวนแม่เดินเล่น ก่อนจะพาไปนั่งร้านเหล้าเจ้าประจำ แต่แม่เสนอให้พ่อมาดื่มที่ร้านขายหนังสือซึ่งพ่อไม่ขัดข้อง เพราะแม่ขอเป็นเจ้ามือเอง

ด้วยความนึกสนุก แม่จึงนั่งดื่มเป็นเพื่อนพ่อด้วย แม้ว่าจะไม่ชำนาญในทางนี้เลย พอเมาเหล้าเข้าหน่อยก็กล้าถามถึงสาเหตุที่ทำให้พ่อหายหน้าไปหลายวัน

“อย่างไหนที่จะทำให้ใจกระเพื่อมมากกว่ากัน”

“พูดถึงอะไรคะ”

“ความคิดถึงหรือความโมโหขัดเคือง”

“ไม่รู้สิคะ”

“แล้วคิดถึงผมบ้างไหม”

พ่อเล่าให้แม่ฟังว่า หลายวันมานี้พ่อไม่ได้แตะเหล้าเลย ด้วยมัวแต่นั่งเขียนนวนิยายเรื่องแรกในสภาวะสุดยอดที่สุดมันกำลังดำเนินไปได้สวยเลยทีเดียว พ่อคุย

แม่ได้ฟังแล้วก็่ยิ้ม พร้อมกับเตือนตัวเองว่า อย่าพยายามเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพ่อมากจนเกินไป นอกจากจะทำให้พ่อรำคาญแล้ว ยังจะทำให้แม่หมดความภาคภูมิใจในตัวเองอีกด้วย สมัยเป็นนักศึกษานั้นใคร ๆ ก็ต้องง้องอนแม่ก่อนเสมอ

“ขอดื่มให้กับความคิดถึงของเราสองคนซึ่งไม่เคยมีตัวตน ทว่าบัดนี้กลับจับต้องได้ด้วยความรู้สึกอันจริงแท้” พ่อเอ่ยขึ้น ก่อนจะยิ้มให้แม่ด้วยมุมปาก แล้วยกแก้วขึ้นดื่มเหล้าจนหมด พ่อดื่มเหล้าเป็นน้ำเสมอ แม่กล่าวเช่นนั้น

…………..

ในทันทีที่แม่รู้ว่าพ่อของผมโกหก แม่ก็ได้แต่เสียใจ ดูเหมือนว่าแม่จะไม่สามารถค้นหาความจริงจากปากของพ่อได้เลย แม่เฝ้าสงสัยว่าคิดถูกแล้วหรือที่ยอมหลับนอนกับพ่อในคืนที่ผ่านมา หรือเพราะเหตุนี้นี่เอง พ่อจึงกล้าสารภาพว่าไม่ได้ยุ่งกับการเขียนนวนิยายหรอก ความจริงก็คือผู้หญิงคนนั้นป่วย จนพ่อต้องอยู่ดูแลตลอดระยะเวลาหลายวัน แต่นั่นก็อาจจะเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว พ่อใช้วิธีหลบเลี่ยงการกล่าวถึงความจริงที่เหลือ ด้วยการทำให้แม่มีความสุขไปกับคำพูดของพ่อ

“สโรชา คุณต้องยกโทษให้ผมนะ เพราะไม่มีใครดีงามเท่ากับคุณอีกแล้ว ผมดีใจที่เราได้มาพบกัน รู้จักกัน และมีความสุขร่วมกัน ต่อให้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝัน มันก็ยังคุ้มค่าที่ได้ฝัน จริง ๆ นะ”

บ่ายวันหนึ่ง พ่อวิ่งกระหืดกระหอบมาหาแม่ที่ร้านหนังสือ แล้วร้องถามว่ารู้ข่าวดีหรือยัง ตอนนั้นแม่ได้แต่ทำสีหน้างงงัน ส่วนพ่อรีบคว้านิตยสารฉบับหนึ่งบนแผงหนังสือมาพลิกเปิดดูอย่างรวดเร็ว จนกระดาษหลายหน้ายับเป็นรอยเพราะเปิดไม่ทันใจ ในที่สุดพ่อก็ค้นเจอหน้าที่ต้องการ จากนั้นยื่นให้แม่ดู

“ชีวิตใหม่” แม่พึมพำออกมาเมื่อเห็นชื่อเรื่องสั้นบนหน้ากระดาษ ก่อนจะหันไปกระโดดกอดพ่อไว้แน่น ปากก็ร้องดีใจเหมือนเด็ก ๆ “ ไชโย ได้ตีพิมพ์แล้ว เรื่องของฉันได้ตีพิมพ์จริง ๆ หรือนี่ โอ๊ย ยังกับฝันไปเลย  อัตคะ  ฉันไม่เคยคิดเลยนะ  ว่าจะได้เป็นนักเขียนเหมือน…” แม่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงไม่ยอมพูดต่อ อย่างไรก็ตาม พ่อนั้นดูเหมือนจะไม่สนใจในถ้อยคำที่แม่กล่าวค้างไว้เลย เอาแต่คะยั้นคะยอให้แม่ฉลองการได้ตีพิมพ์เรื่องสั้นเรื่องแรก

“อย่างนี้มันต้องเปิดสักขวดแล้วนะ”

“ไว้ปิดร้านก่อนเถอะค่ะ นี่เพิ่งจะบ่ายสองโมงเท่านั้นเอง รอให้แดดร่มลมตกหน่อยก็ยังดี”

แม่เล่าว่า พ่อของผมดูท่าทางไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรนัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะเดินเลี่ยงหลบไปทางหลังร้าน  ส่วนแม่นั่งอ่านผลงานของตัวเองที่ผ่านการเรียงพิมพ์ มีภาพวาดประกอบ และได้กลิ่นหอมอ่อนจางของหมึกพิมพ์ นี่ช่างเป็นสภาวะอารมณ์อันยอดเยี่ยมในความคิดของแม่ ทว่าเมื่ออ่านเรื่องสั้นเรื่องนั้นจนจบ แม่ก็ต้องเดินไปขว้างหนังสือใส่พ่อซึ่งกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่ทันที

“นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ฉันเขียนเลย  ทำไมคุณถึงได้ปู้ยี่ปู้ยำเรื่องของฉันอย่างนี้” แม่โมโหจนน้ำตาร่วง

“ไม่ผิดหรอก เรื่อง ‘ชีวิตใหม่’ ของคุณจริง ๆ  ผมเพียงแค่ขัดเกลาให้เท่านั้นเอง” พ่อทำสีหน้าเจื่อน ๆ แต่พยายามจะยิ้มออกมาให้ดูเป็นเรื่องขบขัน

“บ้าที่สุด อัตแก้ไขจนมันไม่เหมือนเดิม แถมสำนวนยังแทบจะเป็นของอัตเองเสียด้วยซ้ำ แล้วอย่างนี้จะให้ฉันยอมรับว่าเป็นเรื่องของฉันได้ยังไง”

“อย่างน้อยมันก็ได้ตีพิมพ์ละ อีกไม่นานก็จะได้ค่าเรื่อง คุณน่าจะเอาไปซื้อของที่ระลึกไว้เตือนความทรงจำนะ เพราะความทรงจำก็ไม่ต่างไปจากความฝัน เราอาจลืมมันได้ง่าย ๆ เมื่อตื่นขึ้น เว้นเสียแต่คุณจะยอมหลับตลอดไป”

“จะบอกให้ ฉันไม่ต้องการเงินเน่า ๆ นี่หรอก   แล้วอะไรนะ ของที่ระลึกงั้นหรือ ใจคอจะให้ฉันภูมิใจกับงานเขียนพรรค์นี้เรอะ รู้ไหมว่าตอนนี้ฉันผิดหวังและเสียใจมากแค่ไหน อัตรีบไปให้พ้น ๆ หน้าฉันจะดีกว่า”

“เรื่องเลี้ยงฉลองล่ะ ผมชักเปรี้ยวปากเต็มทน”

ได้ยินเช่นนั้นแม่ก็ถึงกับโมโหเดือด คว้าหินทับกระดาษขว้างใส่พ่อเต็มแรง โชคดีที่พ่อหลบได้ทันอย่างหวุดหวิด ก่อนจะวิ่งปร๋อเหมือนเด็กซน ๆ คนหนึ่งหลบไปทางตีนสะพานรวมเมฆ

วันคืนผันผ่านไป แม่ยังคงเขียนเรื่องสั้นและขายหนังสือไปตามปกติ ส่วนพ่อไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากคอยเที่ยวเดินสูบบุหรี่ไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้านเช่าที่บางกระเบากับตลาดท่านา แล้วก็หาเรื่องดื่มเหล้าพอให้เมามายเพ้อฝันไปตามเรื่อง ถ้าไม่ได้ดื่มก็จะกลายเป็นคนหงุดหงิดขี้โมโห หากเหล้าเข้าปากแล้วก็จะร่าเริงขึ้น แม่เคยถามถึงนวนิยายเรื่องแรกของพ่อ พ่อก็ได้แต่แก้ตัวว่ากำลังรอแรงบันดาลใจใหม่ ๆ เพื่อเขียนหนังสือที่ดีที่สุดออกมาให้โลกได้รับรู้ พ่อยืนยันว่าพ่อยังเป็นนักเขียนอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้เขียนมานานแล้วก็ตาม

“คุณรู้จักการทำงานในความคิดไหม นั่นแหละ ผมทำเช่นนั้นเสมอ มันคือแบบฉบับของนักเขียนหนุ่มอย่างผม”

“ฉันเข้าใจ การฝันถึงความสำเร็จมันง่ายกว่าลงมือทำ ฉันไม่สงสัยเลยว่าที่ผ่านมา ก่อนที่เราจะรู้จักกัน อัตเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย ที่แท้อัตก็คอยดูดเลือดจากแม่นักประพันธ์เอกนั่นมาโดยตลอดสินะ กี่ปีแล้วล่ะที่อัตใช้ชีวิตแบบนี้ ตอบฉันหน่อยเถอะ คนเลวที่รักของฉัน”

“สโรชา  เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ  พูดใหม่อีกทีซิ” พ่อเอ่ยถามเสียงดุ ๆ ใบหน้าเหมือนจะบิดเบี้ยวและดวงตาก็ปูดโปนออกมา

“ฉันไม่อยากพูดถึงมันอีก ฉันขยะแขยงปากตัวเองเต็มที”

แม่เล่าว่า พ่อจ้องมองแม่ด้วยสายตาที่แม่ไม่เคยเห็นมาก่อน จากนั้นพ่อก็ส่ายหน้าช้า ๆ แล้วเดินจากไปโดยไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกจากปาก แม่รู้สึกเสียใจที่พูดรุนแรงกับพ่อ พูดในสิ่งที่รู้ทั้งรู้ว่าพ่อจะต้องเจ็บปวด มันคงแทงใจดำของพ่อ แต่แม่ก็ไม่อาจแก้ไขอะไรได้แล้ว

ฤดูหนาวอันแสนสั้นเพิ่งผ่านพ้นไปและอากาศก็ร้อนอบอ้าวขึ้นอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าใสสีครามถูกแทนที่ด้วยผืนเมฆสีเทาหม่น อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านร้านตลาดยังคงทำมาหากินไปตามปกติ ส่วนพ่อของผมก็แวะเวียนมาหาแม่แทบทุกวันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้กระนั้นแม่ก็ยังเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แม่เล่าว่าหลังจากเหตุการณ์วันนั้นแล้ว พ่อก็ดูเงียบขรึมลงไปมาก ไม่พูดเล่นหัวกับแม่เหมือนก่อน  แววตาเหมือนจะครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่างเกือบตลอดเวลา

“คิดไปเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ” พ่อมักจะตอบแม่เช่นนี้ ทุกครั้งที่ถูกถามว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทั้ง ๆ ที่แม่สังหรณ์ใจว่าพ่อกำลังซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้ภายในใจ ทว่าแม่ก็เดาไม่ออก มันอาจจะเกี่ยวกับแม่และผู้หญิงคนนั้นก็เป็นได้

พ่อปลดปล่อยเรื่องราวภายในใจทั้งหมดด้วยการหลับนอนกับแม่ แม่เล่าถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้าไร้ชีวิต พร้อมกับสารภาพว่า ในเวลานั้นมันทำให้แม่รู้สึกมั่นคงขึ้น อย่างน้อยก็ยังได้นอนกอดพ่อหลับไปแทบทุกคืน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นกลางดึกหลังจากที่พ่อดื่มจนเมามายแล้ว แม่ปล่อยให้พ่อได้ทำตามใจตัวเอง ส่วนแม่ก็ตามใจตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตจะมลายหายไปเหมือนความฝัน โดยเฉพาะสิ่งที่เราเรียกกันว่าความสุข แม่ว่า

วันหนึ่งพ่อเดินตากฝนปรอย ๆ ด้วยท่าทางของคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เมื่อมาถึงหน้าร้านก็เกือบจะเดินเลยต่อไปทางฝั่งแม่น้ำ ถ้าแม่ไม่ร้องทักเอาไว้เสียก่อน

“ใจลอยไปถึงไหนกันคะ”

“คิดถึงเรื่องของเรา” พ่อยิ้มเศร้า ๆ

“แล้วไง”

“คุณผูกพันกับร้านหนังสือนี้มากแค่ไหน บอกผมมาก่อน”

“รักมาก…” แม่ตอบโดยไม่ต้องคิด

“แสดงว่าคุณคงไม่พร้อมที่จะทิ้งมันไปอยู่กับผมบนดอยที่น่านสินะ มันเป็นได้แค่โลกในความฝันเท่านั้น”

“ฉันยังไม่ได้ปฏิเสธเลย แต่มันเป็นคำถามที่รวดเร็วเกินไป หรืออัตว่าไม่จริง”

พ่อบอกแม่ว่า หลังจากเขียนจดหมายไปหาเพื่อนที่เป็นชาวเขาเผ่าเย้า ซึ่งเคยรู้จักกันสมัยออกค่ายฤดูร้อนเมื่อหลายปีก่อน พ่อได้ขอให้เพื่อนช่วยหากระท่อมสำหรับใช้เป็นที่พักเขียนหนังสือ ในที่สุด เพื่อนของพ่อก็ตอบจดหมายกลับมาว่า บัดนี้กระท่อมของนักเขียนพร้อมแล้ว พ่อสามารถเดินทางขึ้นไปอยู่ได้นานเท่าที่ต้องการ

“แล้วคุณล่ะ สโรชา คุณพร้อมที่จะไปกับผมไหม ไปอยู่ในโลกที่มีเราเพียงสองคน อย่างน้อยก็จนกว่าผมจะเขียนนวนิยายเรื่องแรกจบ”

“ขอเวลาให้ฉันตรึกตรองดูก่อนค่ะ ถ้าเป็นสมัยวัยรุ่น  ฉันคงจะกระโจนตามอัตไปทันที

“สรุปแล้ว แม่ตอบตกลง หรือปฏิเสธคำชวนของพ่อครับ” ผมถาม

“มันมีช่วงเวลาที่น่าประทับใจอยู่ไม่น้อย บนดอยที่มีลำธารไหลเย็นตลอดทั้งปีนั่น แม่กับพ่อทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือหน้าตาของผู้ใหญ่ เพื่อไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในดินแดนที่งดงามและสันโดษยิ่ง ไม่ต่างจากบทกวีในหนังสือชื่อ ‘คืนฟ้าฉ่ำฝน’ ของท่านเรียวกันเลย”

หลังจากพ่อเอ่ยปากชวนแม่แล้ว ไม่กี่วันต่อมาในวันที่เมฆฝนตั้งเค้าตั้งแต่ตอนกลางวัน บรรยากาศรอบตลาดและริมฝั่งแม่น้ำดูสลัวซึมเซา แดดไม่ออกเลย พ่อให้เพื่อนขี้เมาคนหนึ่งนำจดหมายมาส่ง ภายในซองจดหมายไม่มีอะไรนอกจากเศษกระดาษแผ่นเล็กที่มีข้อความเขียนบอกว่า

“หกโมงเย็นพบกันที่สะพานรวมเมฆ ถ้าคุณต้องการมีอนาคตร่วมกับผม หากไม่ใช่เช่นนั้น ผมก็ขอลาก่อน กระเป๋าเดินทางของผมพร้อมแล้ว -อัตตา”

……………..


“ถ้าเพียงแต่ตอนนั้นแม่ไม่รับรู้ว่าเพิ่งตั้งท้องลูก บางทีแม่อาจจะตัดสินใจแตกต่างออกไป”

แม่เล่าว่า ตกเย็นพ่อก็สะพายเป้ใบใหญ่วิ่งฝ่าสายฝนขึ้นไปบนสะพานรวมเมฆ ในม่านฝนอันหนาหนักของพายุฤดูร้อน ตัวสะพานได้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างสีอ่อนจางแทบจะลางเลือนหายไปในพายุเลยทีเดียว แม่ซึ่งแอบมองมาจากริมตลิ่งฝั่งตรงข้ามด้วยใจรวนเรอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจวิ่งขึ้นสะพานไปหาพ่อ ก่อนจะกอดกันด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในหัวอก ความรู้สึกต่าง ๆ มากมายพลุ่งพล่านอยู่ในนั้น พ่อหลั่งน้ำตาออกมาซึ่งแม่สามารถแยกออกจากหยาดฝนได้ แม่ไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมพ่อถึงร้องไห้ แม่เพียงแค่พูดสั้น ๆ ว่า “ออกเดินทางกันเถอะ” แล้วแม่กับพ่อก็ก้าวฝ่าสายฝนไปด้วยกัน

บนดอยสูงที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ในระยะแรกพ่อคร่ำเคร่งอยู่กับการเขียนนวนิยายเรื่องแรกของพ่อ ส่วนแม่ไม่ได้แตะต้องปากกาเลย ด้วยมัวแต่ทำหน้าที่แม่บ้านอย่างมีความสุข พร้อมกันนั้นก็ฝันถึงครอบครัวที่กำลังครบถ้วนสมบูรณ์ แม่เฝ้ารอว่าอีกไม่นานจะมีเสียงอันสดใสของผมดังขึ้นภายในบ้าน ที่ตามปกติจะมีเพียงเสียงพิมพ์ดีดกับเสียงวิทยุเท่านั้น นอกเหนือไปจากกลิ่นหอมของข้าวใกล้สุกและอาหารที่แม่พยายามปรุงรสอย่างสุดฝีมือ เพียงเพื่อไม่ให้พ่อต้องลุกขึ้นมาทำอาหารเอง เพราะฝีมือของแม่ไม่เคยสู้พ่อได้เลย ดังนั้นแค่พ่อชมว่าอาหารที่แม่ทำมีรสชาติอร่อย แม่ก็มีความสุขมากแล้ว ทว่าความสุขก็ไม่ต่างไปจากความทุกข์เศร้าที่เป็นได้เพียงความทรงจำ มันเป็นได้เท่านั้น ไม่อาจมากไปกว่านี้

ไม่นานเท่าไรนัก แม่กับพ่อก็เริ่มมีปัญหาเรื่องเงิน ด้วยความที่ช่วยกันใช้จ่ายกันอย่างสนุกมือ จะเรียกว่าฟุ่มเฟือยก็ไม่ผิด เวลาไม่มีอารมณ์เขียนหนังสือ พ่อมักจะขอยืมมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ ของเพื่อนชาวเขา ขี่พาแม่ลงจากดอยและเข้าเมืองเพื่อเดินเล่น จากนั้นก็ซื้อวิสกี้ อาหารกระป๋อง เสื้อผ้าสวย ๆ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ที่อยากได้ ขณะเดียวกันแม่กับพ่อก็ไม่มีรายได้เข้ามาเพิ่มเลย อย่างไรก็ตาม แม่บอกว่ามันคุ้มค่ามากกับช่วงเวลาดังกล่าว แม่สามารถทำความฝันให้จับต้องได้ แล้วมีความสุขอยู่ในความฝันนั้น

ในเวลาต่อมา ดูเหมือนพ่อจะเขียนหนังสือไม่ได้เลย จินตนาการกลายเป็นลิ้นชักที่เปิดไม่ออก พ่อจึงหันมาดื่มเหล้าหนักขึ้นกว่าเก่า ราวกับว่าต้องการเมาพอให้ผ่านไปวันหนึ่ง ๆ  เท่านั้น เวลาเมาได้ที่ก็จะพร่ำเพ้อถึงบางกระเบา ตลาดท่านา และสะพานรวมเมฆ หลังจากทอดทิ้งพวกมันมาไกลแล้ว ฉากเหล่านั้นกลับชัดเจนขึ้นภายในใจของพ่อ 

จู่ ๆ วันหนึ่ง ขณะที่แม่กำลังนั่งปอกมะม่วงดิบอยู่ในครัว พ่อได้เดินมาคุกเข่าลงอย่างอ่อนแรงต่อหน้าแม่ กล่าวคำขอโทษแม่ แล้วอ้อนวอนขอกลับไปนครชัยศรี

“ขอให้ผมกลับไปบางกระเบาเถอะนะ ผมต้องกลับไปหาเธอ เธอป่วยมากตอนที่ผมทอดทิ้งเธอมา เธอเจ็บกระเสาะกระแสะได้สักพักหนึ่งแล้ว หลังจากที่ต้องไปทำแท้งตามคำบงการของผม ด้วยเงินสองพันที่ผมเคยขอยืมคุณมานั่นแหละ  จริงสินะ ผมยังไม่ได้ใช้คืนเลย น่าอายจัง ผมเป็นหนี้คุณมากเหลือเกิน…สโรชา ยกโทษให้ผมด้วย รู้ไหม ผมมักจะฝันเห็นเธอมายืนร้องไห้ตรงปลายเตียงเสมอ ผมต้องกลับไปชดใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้ทำไว้กับเธอ จากนั้นถ้าผมยังมีลมหายใจอยู่ ผมก็จะพยายามชดใช้ให้แก่คุณด้วย รอผมอยู่ที่นี่นะ ผมสัญญาว่าจะกลับมา แต่จริง ๆ แล้วสโรชา คุณน่าจะกลับไปหาครอบครัวของคุณนะ คุณจะได้ไม่ลำบาก ที่นี่มันเป็นเพียงแค่ความฝันของผมเท่านั้นเอง”

“แล้วอนาคตของฉันล่ะ ความฝันของฉันจะเป็นอย่างไร อัตไม่ต้องมาทำทีเป็นอ้างเหตุผลเลย ความจริงมึง…ใช่แล้ว…มึงกะจะทิ้งกูไปนั่นเอง เพราะกูไม่มีเงินให้มึงผลาญแล้วใช่มั้ย ไอ้คนสารเลว”

ด้วยความโกรธ แม่จึงใช้มีดในมือจ้วงแทงไปที่ท้องของพ่อเต็มแรง ครั้นแล้วก็ต้องปล่อยมือด้วยความตกใจ เมื่อแลเห็นเลือดไหลออกมาจากปากแผล ขณะที่พ่อได้แต่กัดฟันยืนขึ้นและยิ้มตรงมุมปากโดยไม่ได้กล่าวอะไรออกมา สักประเดี๋ยวหนึ่งก็พยักหน้าหงึกหงักกับตัวเองเหมือนคิดเรื่องบางอย่างได้ ก่อนจะเดินโซซัดโซเซออกทางประตูกระท่อมไปราวกับคนเมา ทั้ง ๆ ที่วันนั้นพ่อไม่ได้ดื่มเหล้าเลย พ่อก้าวออกไปข้างนอกบ้านพลางเดินหัวทิ่มหัวตำไกลออกไปเรื่อย ๆ แม่ชะเง้อมองตามหลัง เห็นพ่อล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง พ่อคงพยายามเดินไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนชาวเขานั่นเอง

สิ่งที่แม่ไม่รู้ก็คือ ภายหลังพ่อได้กลับมาที่กระท่อมหรือเปล่า ถ้าพ่อกลับมาก็จะพบว่าแม่ตัดสินใจเผากระท่อมทิ้งไปแล้วในคืนนั้น แม่เฝ้ามองดูมันมอดไหม้ด้วยน้ำตา ก่อนจะซมซานเดินลงจากดอยกลางดึก จุดหมายปลายทางคือบ้านยายที่กรุงเทพ

“ทำไมแม่ไม่ยอมบอกพ่อล่ะ ว่ากำลังมีผม ถ้าพ่อรู้ พ่ออาจจะไม่ตัดสินใจอย่างนั้น”

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนใจเขาได้หรอก อีกอย่างหนึ่ง แม่กลัวว่าจะถูกบังคับให้ทำบาปเหมือนผู้หญิงที่น่าสงสารคนนั้นด้วย”

“ไม่มีใครรู้หรอกว่าพ่อจะตัดสินใจยังไง นอกจากพ่อเพียงคนเดียว”

“ถ้าอย่างนั้น จงเดินทางไปหาพ่อของลูก ถามในสิ่งที่ลูกสงสัย อ้อ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ลูกควรรู้ไว้ ตอนท้องแก่ แม่เคยหวนกลับไปที่สะพานรวมเมฆ แม่ไปตามหาพ่อของลูกเพื่อบอกเล่าความจริง แต่ทุกคนที่เคยรู้จักเขาล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า พ่อของลูกไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลย ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เขายังไม่ตาย แม่เคยอ่านข่าวพบว่าเขาได้รับรางวัลจากการประกวดบทกวี เอาละ ตามหาพ่อของลูกให้เจอ หากลูกได้รับคำตอบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็อย่าจมอยู่ในความฝันเหมือนแม่ และถ้าเป็นไปได้ ช่วยถามพ่อของลูกด้วยว่า…เขาเคยรักแม่บ้างไหม”

………………

ผมลุกขึ้นจากเตียงของตัวเอง เดินตรงไปหาแม่ แม่ยังคงนอนนิ่งอยู่เหมือนเดิม

“ผมรักแม่นะครับ” ผมกระซิบข้างหูแม่ จากนั้นยกแขนขึ้นโอบกอดร่างผอมแห้ง แต่ต้องตกใจเมื่อพบว่าร่างของแม่เริ่มแข็งและเย็นเสียแล้ว

ผมพยายามอธิบายเรื่องนี้แก่เด็กสาวผู้เป็นเพื่อนใหม่ บอกเธอว่า ผมกำลังพิสูจน์เรื่องราวทั้งหมดด้วยการเดินทางมายังสะพานรวมเมฆนี้ หากได้พบพ่อ ผมก็จะร้องขอคำตอบมากมายจากพ่อ ผมไม่รู้หรอกว่าการค้นหาของผมจะสำเร็จหรือไม่ เวลาผ่านไปนานเหลือเกิน โลกและสถานที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปจากยุคสมัยของแม่มากทีเดียว

………………..


ปีนี้มนุษย์กำลังก้มหน้าใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างบ้าคลั่ง สหรัฐอเมริกายังจุ้นจ้านไปทั่วโลก กองกำลังรัฐอิสลามเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวการเผานักบินจอร์แดนทั้งเป็น สันติภาพในยูเครนรางเลือน ธิเบตยังไม่ได้รับการปลดปล่อย ซาอุดิอาระเบียแสดงความปรารถนาจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โลกยังคงร้อนขึ้นเพราะก๊าซเรือนกระจก น้ำแข็งขั้วโลกละลายทุกวัน โครงการมาร์ส-วัน ใกล้จะได้อาสาสมัครจำนวนยี่สิบสี่คนเพื่อส่งไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร และประเทศไทยยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอย่างแท้จริง.

ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือชื่อเรื่องเดียวกัน โดย สำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ ปี 2558

กองบรรณาธิการhttps://www.nittayasan.com
กองบรรณาธิการของ nittayasan.com เกิดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปิน นักเขียน นักเดินทาง นักกิน หมอดู นักข่าว ช่างภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อมาใช้เวลาสร้างสรรค์คอนเทนต์ในแบบที่ nittayasan.com ต้องการ เพียงคุณเข้ามาอ่าน พวกเราก็ยินดีแล้ว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page
%d bloggers like this: