หน้าแรกวรรณกรรมเรื่องสั้น "24 วินาที" : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

เรื่องสั้น “24 วินาที” : ธาร ยุทธชัยบดินทร์

ดูเหมือนว่าชีวิตบางช่วงบางตอนของผมจะไม่ต่างไปจากภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่เริ่มต้นด้วยฉากตัวเอกขับรถยนต์ไปตามท้องถนนพร้อมกับบทเพลงไพเราะ และในวันอันยากแก่การลบเลือนความทรงจำได้นั้น บทเพลงเก่า ๆ ค่อนข้างช้าอย่าง “เยสเทอเดย์” ของเดอะบีทเทิลส์ในยุคซิกตี้ส์ ก็ยังคงความไพเราะอยู่เสมอยามที่ได้เปิดฟัง ขณะขับรถเก๋งสีแดงเพลิงไปบนทางหลวงอันยาวไกล

สายตาของผมจ้องมองไปข้างหน้า มือและเท้าทำงานประสานกันเพื่อควบคุมรถยนต์ด้วยอาการตื่นตัวเต็มที่ ผมพยายามไม่เครียดกับเสียงพึมพำพูดกับตัวเองในสมอง คันเร่งถูกเหยียบลงไปทีละน้อย เสียงคำรามของเครื่องยนต์ทำให้ผมเริ่มรู้สึกคึกคักและสนุกเหมือนเด็ก ๆ นี่เป็นช่วงขณะหนึ่งที่หลงลืมความกลัดกลุ้มใจไปได้บ้าง หางตาเหลือบมองดูคนรักซึ่งนั่งอยู่บนเบาะด้านซ้ายมือ เธอเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด อาจจะกังวลถึงอนาคตหรือไม่ก็กำลังขุ่นเคืองใจ เพราะผมไม่อาจทำตามความต้องการของเธอได้ จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของผมถ้ายอมตามใจเธอ นี่เป็นความคิดและคำถามของผมในช่วงเวลานั้น คำตอบก็คือ เธอน่าจะมีความสุข ส่วนผมล่ะ จะอยู่อย่างไร ถ้าขาดผู้หญิงคนนั้นไป ผมถามตัวเองขึ้นมาอีก ระหว่างที่ขับจี้ตามติดรถกระบะสีดำคันหนึ่งในช่องทางขวาสุดของถนน ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะต้องแซงซ้ายเข้าเลนกลาง แล้วปาดเข้าขวาเพื่อหลบรถเกะกะขวางทางคันดังกล่าว ตามปกติผมมักขับรถค่อนข้างช้า มันเป็นนิสัยที่ผมไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยความตึงเครียดระหว่างเรากระมัง จึงทำให้ผมขับรถเร็วขึ้นเพื่อที่จะมุ่งความสนใจอยู่กับถนนข้างหน้า หลายต่อหลายครั้งก็คิดอยากไปถึงชะอำโดยเร็ว บางทีการเจรจาแตกหักกันอาจทำให้เรื่องจบลงอย่างไม่ค้างคา จากนั้นระหว่างเธอกับผมจะได้ต่างคนต่างไป มันน่าจะเป็นหนทางดีที่สุด เธอยังสาว หน้าตาน่ารัก สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้ชายดี ๆ ได้เสมอ

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผมถูกคนรักบังคับให้พาไปหาหญิงสาวของผมซึ่งเพิ่งจะลาออกจากงาน และย้ายกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่จังหวัดเพชรบุรีตามเดิม ด้วยทนแรงอาละวาดจากคนรักของผมไม่ไหว เราออกจากบ้านกันค่อนข้างสายเพราะความลังเลใจของผม จริง ๆ ก็เกือบจะเปลี่ยนใจอยู่บ้านเสียก็หลายหน แต่เธอก็ดึงผมออกมาจนได้

จังหวะนั้นเอง รถกระบะสีดำคันข้างหน้าซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสิบเมตรได้ลดความเร็วลงอย่างกระทันหัน แล้วหักเลี้ยวขวากลับรถตรงช่องโหว่กว้างเพียงไม่กี่เมตรของเกาะกลางถนนโดยไม่ให้สัญญาณไฟเตือนใด ๆ ผมอยากตะโกนด่าไอ้งั่งนั่นว่าตรงนี้มันไม่ใช่จุดกลับรถนะโว้ย แต่ไม่มีเวลาแล้ว ผมเหยียบเบรคลงไปโดยอัตโนมัติ ทั้ง ๆ ที่ในเสี้ยววินาทีนั้นผมคิดว่าไม่คงทัน รถของผมต้องชนท้ายรถระยำนั่นอย่างแน่นอน สุดท้ายตัดสินใจหักพวงมาลัยเบนหัวรถออกทางซ้ายมือโดยไม่เหลือเวลาพอจะมองกระจกส่องหลังด้วยซ้ำไป เจ้าแดงเพลิงของผมมีอาการไหวเยือกสั่นสะท้านและเซถลาเสียหลัก ผมใจหายวาบแต่ก็สามารถหลบพ้นท้ายรถคันนั้นมาได้อย่างฉิวเฉียด กำลังจะถอนหายใจโล่งอกก็ต้องตะลึง เมื่อมองเห็นว่าข้างหน้าเป็นทางโค้งเลี้ยวไปทางซ้ายมือในลักษณะเกือบจะหักศอก ผมพยายามหยุดรถแต่ไม่ทันเสียแล้ว กันชนด้านขวากระแทกเข้ากับเกาะกลางถนนอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่น ส่งผลให้รถทั้งคันลอยข้ามไปอีกฟากถนนซึ่งรถยนต์หลายคันกำลังแล่นสวนมามองเห็นแต่ไกล ผมหมุนพวงมาลัยบังคับรถ ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่ามันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย

ยามนี้เวลาภายในรถดำเนินผ่านไปอย่างเชื่องช้าไม่ต่างจากการใช้เทคนิคสโลโมชั่นในภาพยนตร์ หลังจากนั้นผมก็ไม่รู้สึกตัวราวกับร่างกายและสมองถูกปิดสวิทช์การทำงาน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จ ู่ๆ ก็มาสะดุ้งได้สติอีกครั้ง และพบว่าโลกรอบ ๆ ตัวกลับหัวกลับหางผิดที่ผิดทาง วินาทีถัดมาก็เข้าใจว่ารถคว่ำ จมูกได้กลิ่นเลือด ผมรีบปลดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะคลานอย่างยากเย็นออกจากช่องหน้าต่างซึ่งกระจกแตกเป็นเม็ดกองอยู่บนพื้นหญ้า โสตประสาทได้ยินเสียงของเหลวไหลเบา ๆ มีกลิ่นน้ำมันคละคลุ้งลอยอยู่ในอากาศ ผมยังคงคลานไปข้างหน้าจนหัวเข่ากับศอกระบม ขณะนั้นรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย เมื่อใช้มือลูบคลำไปตามตำแหน่งที่รู้สึกเจ็บ ก็พบว่ามีเลือดไหลออกมาแถวท้ายทอยและโหนกแก้ม ผมพยายามลุกขึ้นยืนโซเซ เหลียวมองรอบตัวก็เห็นคนจอดรถดูเหตุการณ์เต็มไปหมด ผมพยายามโบกมือขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครเดินเข้ามาเลย มีเพียงรถซึ่งวิ่งอยู่ช่องทางขวาสุดเท่านั้น ที่แล่นผ่านไปอย่างเชื่องช้าเยี่ยงนักสังเกตการณ์มืออาชีพ

เสียงตะโกนโหวกเหวกของใครหลายคนทำให้ผมหันไปดูรถของตัวเอง ถึงได้เห็นว่าคนรักของผมยังคงติดอยู่ภายในซากรถ เธอทำท่าทางเหมือนมีอะไรบางอย่างภายในรถกดทับขาเอาไว้ สายตาตื่นตระหนกคู่นั้นทำให้ผมได้สติ แต่ยังไม่ได้คิดอ่านทำอะไร น้ำมันที่ไหลนองพื้นก็ติดไฟลุกพรึบขึ้นตรงกระโปรงหน้ารถ  

เวลานั้นเท้าทั้งสองข้างของผมราวกับถูกยึดติดตรึงแน่น ผมสบตากับคนรักจากระยะไกล ขณะเดียวกันโสตประสาทก็ได้ยินเสียงเร่งเร้าของผู้คนให้รีบเข้าไปช่วยเธอ ใจของผมพลันคิดถึงหญิงสาวคนนั้นกับช่วงเวลาอันแสนสุขในอดีต  ซึ่งจะต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต ถ้าได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน หล่อนนั่นเองที่ทำให้ผมไม่อยากตาย ไม่อยากสูญเสียสิ่งที่คิดว่าเป็นความสุขไปอย่างง่าย ๆ ห้วงยามนั้นไม่มีสิ่งใดมีความหมายมากไปกว่าหล่อน รวมถึงเรือนร่างเย้ายวนใจของหล่อนอีกแล้ว ผมปล่อยให้เวลาคืบคลานผ่านไปอย่างเชื่องช้า สบตากับคนรักผ่านม่านความร้อนและแสงเพลิงที่เต้นระริกสะบัดไหวอยู่ในอากาศ แล้ววินาทีถัดมาดวงตาของเธอก็ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย ไม่มีแม้สักนิดเดียว ด้วยมันได้กลายเป็นความเศร้าและท่วมท้นด้วยความรวดร้าวนานา ซึ่งผมในเวลาต่อมาอีกหลายปีก็ยากที่จะเข้าใจได้ทั้งหมด

ฉากนี้จบลงเสียงด้วยเสียงระเบิดของถังน้ำมันดังขึ้นและภาพรถเก๋งสีแดงถูกไฟลุกท่วมทั้งคัน ร่างของเธอดิ้นขลุกขลักอยู่ภายในซากรถ ทว่าก็เพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ไม่นานนักก็หยุดนิ่ง ปล่อยให้เพลิงโหมกระหน่ำ ผมหูอื้อนัยน์ตาลาย แม้กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงไซเรนรถฉุกเฉินแว่วโหยหวนมาจากสถานที่อันห่างไกล

.

.

.

คุณเคยได้ยินหรือรู้จักปรัชญาสำนักมาธยมิกะ ไหม  

สำนักมาธยมิกะถือว่ากาลคือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่มีอยู่จริง เป็นอภาวะ เป็นความว่างเปล่า หากความข้อนี้คือสัจธรรม บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องดีกว่าถ้าคนรักของผมไม่เคยมีอยู่จริง และโศกนาฏกรรมในวันนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าจะห้วงยามใดในกาลเวลาอันเป็นมายาของเรา

หลายปีมานี้ ผมกลับไปยังเหตุการณ์นั้นนับครั้งไม่ถ้วน มันเป็นการกระทำซ้ำที่ผมไม่เคยละทิ้งความพยายาม ผมพาตัวเองกลับไปยืนอยู่ต่อหน้าเธอ เฝ้าสบตาคู่นั้น ตั้งใจอ่านความหมายที่เต้นระริกอยู่ภายในใจของเธอ หลังจากที่พบว่า ตัวเองไม่อาจก้าวเข้าไปช่วยเธอออกจากซากรถที่กำลังจะระเบิดลุกเป็นไฟ ทว่าด้วยความหวังที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก็ทำให้ผมกลับไปเสมอ อาจจะมีสักครั้งหนึ่งที่ผมทำได้สำเร็จ ขอเพียงผมก้าวเท้าก้าวแรกออกไป จากนั้นเปลี่ยนเป็นวิ่ง ผมก็อาจจะพาเธอออกมาได้ แต่ถ้าเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แม้ตัวผมก็ไม่มีอยู่จริง การกระทำและความรู้สึกนึกคิดของผมก็คงไม่ต่างไปจากผู้ที่ฝันว่าคนในครอบครัวเสียชีวิต แล้วเมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นก็ร่ำไห้ด้วยความเศร้าโศก ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วมันไม่มีความหมายใด ๆเลย

ในเวลาต่อมา ผมลองฝืนใจไม่ทำตามความเคยชิน ทว่ามันก็เป็นเรื่องยากลำบากมากที่จะไม่หวนกลับไปในอดีต การกลับไปยืนมองคนรักถูกไฟคลอกตายกลายเป็นสิ่งเสพติดของผม เป็นอย่างนี้มานานมากแล้ว ผมได้แต่ข่มความอยากเอาไว้และลองออกไปใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกตินอกบ้าน ด้วยการเที่ยวเดินเล่นตามศูนย์การค้าใหญ่โต แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องเลิก เพราะเกิดความรู้สึกประหนึ่งว่า ตัวเองกำลังเดินอยู่ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตคนละโลก พวกเขาแสดงความกลัวและรังเกียจผมทางสายตาเสมอ ความรู้สึกทำนองนี้นี่เองทำให้หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ผมก็ไม่อาจกลับไปทำงานได้อีก เรื่องเรียนที่ค้างคาอยู่เพียงไม่กี่หน่วยกิตก็ถูกหลงลืม ส่วนความสัมพันธ์กับหญิงคนนั้น เราตัดขาดจากกันนับตั้งแต่วันที่เธอจากไป เรือนร่างของหล่อนไม่มีความหมายใด ๆ ต่อหัวใจของผมอีกอย่างน่าประหลาด ทุก ๆ วันผมชอบหมกตัวอยู่ภายในบ้านมากกว่า อยู่ตามลำพังกับภาพร่างของเธอในกองไฟ ยิ่งปีต่อมาแม่ของผมล้มป่วยจนเสียชีวิตไปอีกคนหนึ่ง ส่วนพี่น้องแต่งงานหรือไม่ก็โยกย้ายไปอยู่ที่อื่นกันจนหมด ทุกคนปล่อยให้ผมอยู่ตามลำพังกับความสามารถพิเศษที่ได้มาหลังการเสียชีวิตของเธอ แต่มันก็ไม่เคยมีประโยชน์อะไรเลย

ดูนั่นสิ บรรดาข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า รองเท้า ตุ๊กตา เครื่องสำอาง ล้วนแต่อยู่ในที่ทางของพวกมัน ทว่าไม่มีใครใช้สอยหรือหยิบจับอีกแล้ว บัดนี้ฝุ่นหนาเตอะ บ้านทั้งหลังประหนึ่งเป็นซากปรักหักพังแห่งความทรงจำ ส่วนผมกลายเป็นซากชีวิตที่ยังมีลมหายใจอยู่ด้วยความปวดร้าว ในอารมณ์เช่นนี้เองที่ผมมักเผลอใจหวนกลับไปหาคนรักเสมอ พยายามจะก้าวเดินเข้าไปช่วยเหลือเธอออกจากซากรถยนต์ ซึ่งผลที่ได้ก็คือความเจ็บช้ำซ้ำ ๆ ซาก ๆ สองเท้าของผมถูกจับตรึงอยู่ตรงนั้นตั้งแต่วินาทีแรกจวบจนวินาทีสุดท้ายเช่นเดิม ก่อนที่ถังน้ำมันจะระเบิดขึ้น 24 วินาทีที่ผมยืนมองเหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้วนับเป็นพัน ๆ ครั้งโดยไม่อาจทำอะไรได้ หากภาพที่เห็นไม่เป็นจริง ไม่เคยมีอยู่จริง ผมก็น่าจะพ้นทุกข์จากบ่วงโซ่ที่รัดหัวใจของผมเอาไว้ได้ มันอาจเจ็บปวดบ้างที่รู้ว่าไม่เคยมีเธอ ไม่เคยได้จูบริมฝีปากอันอ่อนหวานของเธอ เธอไม่เคยมีอยู่จริง ผมเองก็ไม่เคยมีตัวตน เวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นเพียงความว่างเปล่า ไม่เคยมีอะไรในความว่างเปล่านี้ คิดแล้วผมก็อยากจะเชื่อเช่นนั้นจริง ๆ นะ ถ้าทำได้…

.

.

.

ปาริฉัตรเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวเล็ก ๆ ในจังหวัดหนึ่งทางหัวเมืองปักษ์ใต้ เธอถูกส่งขึ้นมาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ  ตั้งแต่ยังไม่แตกเนื้อสาว แรก ๆ ก็อาศัยอยู่กับญาติ ทว่าภายหลังได้ย้ายออกมาอยู่หอพักใกล้โรงเรียนมัธยมที่เธอศึกษาอยู่ การเดินทางไปกลับจึงสะดวกขึ้นมาก ไม่ต้องผจญกับปัญหาการจราจรติดขัดเหมือนเดิมการใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง แม้จะมีเพื่อนในห้องเรียนหรือที่หอพักหลายคน แต่เธอก็ยังคงเหงาตามแบบฉบับของวัยรุ่น ความเหงาแก้ได้ด้วยการมีความรัก เพื่อเวลาว่างที่เหลือจากการเรียนหนังสือจะมีความหมายให้คอยโหยหา ผู้ชายคนแรกของเธอทำงานในบริษัทใหญ่โตแห่งหนึ่ง ดูเหมือนอายุจะมากกว่าผมเล็กน้อย ทั้งสองรู้จักกันโดยบังเอิญ เวลานั้นปาริฉัตรกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และคบหากันเรื่อยมาราวปีเศษ ก่อนที่เธอจะจับได้ว่าเขามีผู้หญิงอื่นด้วย เธอจึงอาศัยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวยอมตัดความสัมพันธ์นั้นลง 

เธอเคยยอมรับกับผมเองว่ามันเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่ยามที่เธอได้พบกับผมนั้น เธอลืมเขาไปหมดแล้ว ไม่เคยคิดถึงเขาอีก ผมกอดเธอไว้แน่น พร้อมกับสัญญาว่า จะดูแลเธอโดยไม่ทำให้เธอเสียใจอย่างแน่นอน เธอย่อมไม่อยากเสียใจบ่อยครั้งเหมือนกับที่ผมก็ไม่อยากเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราสองคนต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับความผิดหวังในความรักมาเหมือน ๆ กันตามประสาชีวิตหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย สถานะของเราในช่วงเวลาที่เริ่มคบกันนั้นกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง ผมเป็นรุ่นพี่ ส่วนเธอเป็นรุ่นน้อง หลังจากคบกันได้ไม่กี่เดือน ผมก็ชวนปาริฉัตรย้ายมาอยู่ด้วยโดยไม่มีพิธีรีตองใด ๆ เราช่วยกันขนข้าวของของเธอซึ่งมีไม่มากชิ้นนัก แม่ของผมได้แต่พยักหน้า พี่ ๆ น้อง ๆ ก็พากันต้อนรับขับสู้ดูอบอุ่น นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี ทุกคนเข้ากันได้โดยไม่มีปัญหา ส่วนผมรู้สึกว่าตัวเองได้รับความพึงพอใจอย่างยิ่งยวด เมื่อไม่ต้องนอนฟุ้งซ่านคนเดียวอีกต่อไป

ไม่นานเท่าไรนัก เมื่อพ่อซึ่งไม่ค่อยอยู่บ้านรู้ว่าผมพาผู้หญิงมาอยู่ด้วย ก็กล่าวตำหนิในทำนองว่ายังไม่มีงานทำริอ่านมีเมียเสียแล้ว ผมจึงรีบหางานทำ และได้งานเป็นพนักงานยกกระเป๋าในโรงแรมแห่งหนึ่ง งานลักษณะนี้ต้องทำเป็นกะ บางเดือนเริ่มงานตอนเช้า บางเดือนเปลี่ยนไปเริ่มงานตอนเย็น แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับชีวิตของผม ผมกลับมารังรักของเราคราวใดก็จะได้เห็นเธอนั่งรอผมอยู่เสมอ เราจูบและร่วมรักกันบ่อยราวกับว่าจะไม่มีวันเบื่อหน่ายในร่างกายของกันและกัน เธอไม่เคยปฏิเสธผมเลย จนกระทั่งปีต่อมาเมื่อเธอกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ของเธอทางใต้ หลังจากนั้นเมื่อกลับมากรุงเทพฯ ก็ไม่ยอมให้ผมร่วมรักอีก เธอเล่าว่าพ่อแม่รู้เรื่องของเราหมดแล้ว เธอสารภาพให้พวกท่านรู้เอง เธอบอกว่าไม่อยากรู้สึกผิดที่ปิดบังพ่อแม่ ถ้าผมต้องการหลับนอนกับเธออีกก็ต้องผ่านพิธีแต่งงานกันเสียก่อน ผมได้ยินดังนั้นก็นึกโมโห จึงพยายามปลุกปล้ำเอาชนะเธอ ทว่าเธอก็สู้สุดฤทธิ์ราวกับนางเอกที่กำลังโดนผู้ร้ายใจชั่วข่มขืน ท้ายที่สุดผมต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจ

ความทรงจำเก่า ๆ เกี่ยวกับอดีตคนรักย้อนกลับมาหลอกหลอนใจผมในเวลานั้น คิดเอาว่าเธอก็คงเหมือนกับหล่อน หล่อนในยามหมดรักมักจะไม่ชอบให้ผมสัมผัสเนื้อตัวของหล่อน มันเป็นสัญญาณของการหมดเยื่อใยและใกล้จะเลิกรากันเต็มที ผมไม่ชอบการกระทำอย่างนี้เลย นั่นจึงทำให้ผมรู้สึกโกรธอยู่เงียบ ๆ ผมพูดกับเธอน้อยลง แล้วในที่สุด  เหมือนต้องการจะประชดเธอ ผมจึงลองโทรศัพท์ไปหาอดีตคนรักและนัดออกมาพบกัน หล่อนไม่ปฏิเสธ เราเข้าโรงแรมม่านรูดร่วมรักกันทันทีที่หล่อนสารภาพกับผมว่าหล่อนยังไม่มีใคร มันช่างเป็นรสชาติของการร่วมรักอันตื่นเต้นเร้าใจอย่างที่ผมไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน ผมไม่ได้เล่าให้หล่อนฟังเกี่ยวกับปาริฉัตรเลย สมองยังไม่สามารถคิดหาทางออกที่เหมาะสมได้ สิ่งเดียวที่ผมรับรู้ก็คือผมต้องการพบหล่อนทุกวัน ต้องการกอดจูบและร่วมรักกับหล่อนให้มากครั้งที่สุด เท่าที่เวลาและโอกาสจะอำนวย เรื่องนี้ปาริฉัตรไม่ได้ระแวงหรือระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งคืนหนึ่ง หลังจากที่ผมเพิ่งเสร็จจากการร่วมรักกับหล่อนมาหยก ๆ แล้วกลับมาถึงบ้านเอาตอนค่ำ ผมสบตากับปาริฉัตร ตั้งใจยิ้มซ่อนรอยพิรุธ  และพยายามจะเรียกชื่อเธอเหมือนที่เคยเรียกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่กลายเป็นว่า เสียงที่หลุดรอดออกไปทำให้เธอรวมทั้งตัวผมเองต้องตกตะลึง

“บงกช”

.

.

.

โบราณเคยกล่าวห้ามมีหญิงสองคน เพื่อให้ชายเจ้าชู้ได้ตระหนักถึงความยุ่งยากที่จะตามมา ผมเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งก็เมื่อมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง แต่ละวันหมดไปกับบุหรี่มวนแล้วมวนเล่าเพื่อคลายความเครียด ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย ผมหาทางออกไม่ได้ เมื่อปาริฉัตรโทรศัพท์ไปด่าบงกชที่หอพักและที่ทำงานหลายครั้ง บงกชถึงกับน้ำตาท่วม แล้วคอยรบเร้าให้ผมหาทางแก้ไขเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นก็ต้องยุติความสัมพันธ์ของเรา หล่อนขู่ คงเพราะรู้ดีว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า หล่อนรู้ว่าผมหลงใหลหล่อนจนแทบจะโงหัวไม่ขึ้น ผมไม่เคยเบื่อหน่ายการได้ใกล้ชิดหล่อนเลย ผมอยากกอดจูบหล่อนทุกวันทุกคืน แต่ครั้นจะให้ผมไล่ปาริฉัตรออกจากบ้านผมก็ทำไม่ได้ ผมเป็นฝ่ายชวนเธอมาอยู่ด้วยเอง  ถึงอย่างไรผมก็ยังสงสารเธออยู่ เธอไม่ได้ทำผิดอะไร ปัญหาเกิดจากความโลเล อีกทั้งยังเจ็บแล้วไม่จำของหัวใจผมเอง อย่างที่ปาริฉัตรเคยว่าไว้ เธอบอกว่าจะไม่โกรธแค้นเท่านี้ หากผมไปติดพันผู้หญิงอื่นแทนที่จะเป็นบงกช หญิงซึ่งเคยทำร้ายจิตใจของผมมาก่อน

ผมเริ่มคิดถึงการออกไปเช่าอพาร์ทเมนท์อยู่กับบงกชแทน บางทีการปล่อยให้ปาริฉัตรยังคงอยู่กับแม่และพี่น้องของผมน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นห่วงเธอ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องทนฟังเธอด่าหรือหาเรื่องมาทะเลาะได้ทุกวัน ทั้งก่อนไปและหลังกลับจากทำงาน ผมไม่คิดเลยว่าเธอจะมีฤทธิ์เดชตามประสาคนขี้หึง มากเสียจนกล้าตามไปราวีบงกชถึงที่ทำงาน นั่นทำให้บงกชตัดสินใจลาออก แล้วย้ายกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ของหล่อนที่จังหวัดเพชรบุรี ปาริฉัตรคงคิดว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้บงกชกับผมห่างเหินกันไปเอง ทว่าผมยังคงเดินทางไปหาหล่อน แล้วนอนค้างด้วยกันในโรงแรมริมหาดอยู่เป็นประจำ โดยอาศัยลาป่วยลากิจตามใจตัวเอง เมื่อเธอจับได้ก็โกรธพร้อมกับขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย ถ้าผมไม่พาเธอไปหาบงกช เธอต้องการพูดคุยตกลงกับหล่อนตามประสาลูกผู้หญิงด้วยกัน ผมรู้สึกเศร้าใจเมื่อคิดถึงตรงนี้ ถ้าเพียงแต่ผมไม่ก่อเรื่องทั้งหมดขึ้น เราก็จะไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน รถจะไม่คว่ำ เธอจะไม่ถูกไฟคลอกเสียชีวิต ณ ริมถนนตรงจุดนั้น

โอ้ อีกครั้งแล้วหรือนี่ ความรู้สึกทั้งมวลกำลังฉุดกระชากลากผมกลับไปยืนสบตากับเธออีกครั้ง และผมมีเวลา 24 วินาทีเพื่อช่วยชีวิตเธอ…

.

.

.

บนโซฟาในห้องรับแขก ผมนั่งมองถังน้ำมันเบนซินสีแดงขนาดหนึ่งแกลลอน พลางคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ก่อนที่ปาริฉัตรจะถูกไฟคลอกตาย ตอนนั้นผมยืนนิ่งเฉย น่าจะเป็นอย่างเฉยเมยเสียด้วยซ้ำในครั้งแรก ผมอาจจะแอบคิดอยู่ในใจว่า ถ้าเธอตายได้ก็จะเป็นเรื่องดีไม่น้อย มารความสุขของผมจะได้หมดไป และผมจะได้เริงรักกับบงกชได้เต็มที่ ดังนั้นถึงแม้ผมจะย้อนเวลากลับไปหาเธอนับได้เป็นพัน ๆ ครั้งอย่างที่ผ่านมา มันก็ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย หรือประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ต่อให้ในอนาคตครั้งใดครั้งหนึ่งที่ผมย้อนเวลากลับ แล้วสามารถเดินไปช่วยเธอออกจากซากรถได้ จากนั้นก็แบกร่างอันสั่นเทาน่าสงสารเดินหนีมาก่อนที่รถจะระเบิด เธอรอดตาย และเรากลับมาดีต่อกัน ตรงนี้เองที่ผมเริ่มสงสัยว่าถ้าผมทำได้จริง มันจะช่วยลบล้างความรู้สึกผิดออกจากหัวใจอันดำอำมหิตของผมได้หรือไม่ ในเมื่อผมได้ปล่อยให้เธอตายไปต่อหน้าต่อตาเสียแล้วตั้งแต่ครั้งแรก แม้ว่าโลกนี้คือความว่างเปล่า แต่ความตายของปาริฉัตรก็คือความจริงอย่างยิ่งยวดในมโนสำนึกของผม น้ำตาของเธออุ่นร้อน ความเจ็บปวดขมขื่นก็เคยเกิดจริง ๆ ในความรับรู้ของผม ผมได้ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ รวมถึงเปลวไฟทำลายเธอ จนเหลือเป็นซากไหม้เกรียมอันชวนให้สลดใจอย่างยิ่ง และเมื่อทางบ้านของเธอนำศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา จากนั้นก็นำเถ้าถ่านที่เหลือจากการเผาไปลอยในทะเลอันดามันใกล้บ้านเกิดของเธอ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เธอก็นับเป็นความว่างเปล่าอย่างแท้จริงในความคิดคำนึงของผมใช่หรือไม่

ไม่เลย มันไม่ใช่เช่นนั้น  ผมตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาเธอในความว่างเปล่าจนพบ พยายามใช้เวลา 24 วินาทีที่มีอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยหวังว่าคงมีสักครั้งหนึ่งที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้น รู้ไหม ผมได้พบเธอเสมอในภาพสลัวมัวจางของกาลเวลาก่อนที่ไฟจะลุกไหม้ สิ่งที่ผมควรจะทำก็คือกล่าวคำขอโทษเธอ และอยู่ร่วมกับเธอในซากรถโดยไม่หนีออกมาเสียก่อน เธอจะว่าอย่างไรนะ ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น แววตาที่มองผมก่อนไฟลุกท่วมจะเปลี่ยนไปหรือเปล่า หรือไม่ผมก็เป็นฝ่ายเปลี่ยนใจเสียเอง ผมควรจะเปลี่ยนใจดีไหม แทนที่จะตายร่วมกับเธอ ก็ลองค้นหาวิธีกลับไปหาเธอในช่วงเวลาที่เรายังดูแลซึ่งกันและกัน หากแม้นได้พบกันอีกในช่วงเวลานั้น ผมจะกอดเธอเอาไว้แน่น ๆ จนเธอต้องประหลาดใจ (เพราะยังไม่รู้ว่าในอนาคตผมจะนอกใจเธอได้ลงคอ) เธอคงจะยิ้มอย่างมีความสุข ชีวิตของเธอควรได้รับการตอบแทนเช่นนี้มิใช่หรือ ผมยอมทุกข์ต่อไปด้วยความเชื่อว่าเรื่องราวระหว่างเรามีจริง เกิดขึ้นจริงท่ามกลางกาละและเทศะ หาใช่เป็นเพียงความว่างเปล่าไม่

“สัตว์นรกเอ๊ย” ถึงตรงนี้ผมก็อดสบถออกมาไม่ได้ เพิ่งตระหนักว่า ที่ผ่านมามันเป็นเพียงข้ออ้างของไอ้สารเลวกลัวตายคนหนึ่ง ชายผู้ซึ่งพยายามแกล้งวางท่าเป็นไอ้หนุ่มบูชารักที่พินาศไปเพราะน้ำมือของมันเอง เพื่อที่มันจะไม่รู้สึกผิดบาปจนเกินไปนัก มันแสร้งมีชีวิตอยู่วันแล้ววันเล่า คอยฟูมฟายรำพึงรำพันทนทุกข์อย่างล้นเหลือ ยอมทรมานใจเพื่อมีชีวิตอยู่ให้ยาวนาน อีกหน่อยมันก็จะพูดกับตัวเองว่า ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป มันจะมีรักครั้งใหม่กับผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอีกหลายคน จากนั้นก็เสวยสุขไปอีกหลายสิบปี ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง   ชีวิตของมันควรจบลงตั้งแต่ครั้งแรก ที่ปล่อยให้เธอตายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่คิดจะช่วยเหลือแล้ว เอาละ คงไม่มีหนทางใดเหมาะสมมากไปกว่าการชำระล้างทุกสิ่งทุกอย่างด้วยไฟ นี่อาจดูเหมือนเป็นการหนีปัญหา แต่มันเป็นปัญหาเรื่องเดียวที่หลงเหลืออยู่ ผมขบกรามแน่น ก่อนตัดสินใจกลับไปในอดีตอีกครั้งด้วยร่างที่เปียกชุ่มน้ำมัน

ครั้งนี้ผมมีเวลา 24 วินาทีเช่นเดิม ทว่าไม่ใช่สำหรับช่วยเหลือปาริฉัตรให้รอดปลอดภัย ผมรู้ดีว่าหากทำเช่นนั้นเรื่องก็จะไม่แตกต่างไปจากเดิม สิ่งเดียวที่ผมควรทำมิใช่พยายามเดินเข้าไปหาเธอ แต่เป็นการจุดไม้ขีดไฟในมือให้ติดต่างหาก และผมหวังว่าจะทำได้สำเร็จ.

กองบรรณาธิการhttps://www.nittayasan.com
กองบรรณาธิการของ nittayasan.com เกิดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปิน นักเขียน นักเดินทาง นักกิน หมอดู นักข่าว ช่างภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อมาใช้เวลาสร้างสรรค์คอนเทนต์ในแบบที่ nittayasan.com ต้องการ เพียงคุณเข้ามาอ่าน พวกเราก็ยินดีแล้ว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page