หน้าแรกวรรณกรรมเรื่องสั้นไทยขนาดยาว - ภาพบนทางเดินอาจดูเหมือนความจริงมากเกินไป - ธาร ยุทธชัยบดินทร์

เรื่องสั้นไทยขนาดยาว – ภาพบนทางเดินอาจดูเหมือนความจริงมากเกินไป – ธาร ยุทธชัยบดินทร์

2 ชั่วโมงที่แล้ว

การเดินไปตามทางเท้าหรือบนท้องถนน  พร้อมกับคิดฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ คือความเคยชินของผม   ผมเที่ยวเดินทั้งในยามหลับและยามตื่น  นั่นคงเป็นเพราะว่าในความทุกข์ยาก  ผมมักจะเลือกใช้การเดินและการฝันเยียวยารักษาหัวใจตัวเองอยู่เสมอ   ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจึงดูเหมือนว่า   การเดินและการฝันในแต่ละครั้งจะไม่ต่างจากความพยายามมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายแห่งความสุข  บนถนนซึ่งไม่เคยมีปลายทางอย่างแท้จริง  นับเป็นการเดินโซซัดโซเซอยู่ในห้วงความฝันที่วกวนและพร่ามัว  สุดท้ายแล้ว  ถนนทุกสายก็พาผมกลับมายังจุดเริ่มต้น  และบงการให้ผมเริ่มออกเดินทางใหม่อีกครั้งหนึ่ง

สายมากแล้ว  ท้องฟ้าฤดูหนาวดูสูงลิ่วกว่าในฤดูอื่น   สีครามอันเข้มสดใสประดับด้วยเกล็ดเมฆขาวแต้มเป็นริ้ว ๆ   ต่ำลงมาคือกลุ่มอาคารสูงระฟ้าที่โอบล้อมชีวิตของผมเอาไว้   น่าแปลกที่ผมรู้สึกดีเหลือเกินและปีติอย่างล้นเหลือ   นี่อาจเป็นด้วยหัวใจมีอิสระมากขึ้น   หลังจากได้คืนสู่ชีวิตนักเดินเหมือนเช่นในอดีต

ทว่าความรู้สึกดังกล่าวก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน   ผมหวนคิดถึงสาวคนรัก   ขณะอำลาจากมานั้น   วาปีกำลังหลับอยู่ในความอ่อนเพลียอันแสนสุข   ผมอดจ้องมองรอยยิ้มเปื้อนหน้าในยามหลับของเธอไม่ได้   ภายในใจรู้สึกเป็นห่วงและสงสารเธอเหลือเกิน ผมพยายามช่วยปลดปล่อยเธอออกจากกับดักที่เธอวางไว้ด้วยมือของเธอเอง   เหมือนกับที่ผมได้ปลดปล่อยตัวตนออกจากโซ่ตรวนของเธอ   แต่ในห้วงน้ำอันสวยงามน่าลุ่มหลงนี้   เธอก็ไม่ได้สนใจมือของผมที่ยื่นออกไปให้คว้าจับด้วยความปรารถนาดีเลย ราวกับว่าชีวิตของเธอมีจุดหมายอยู่แล้ว   ที่จะจมดิ่งลงสู่สายน้ำอันเชี่ยวกรากนี้

“ลาก่อน   วาปี”

.

.

ลมหนาวพัดผ่านซอกมุมตึกดังหวิว ๆ อยู่เป็นระยะ ทำให้เศษใบไม้และเศษฝุ่นบนทางเดินข้างหน้าหมุนวน   ก่อนจะโถมกระหน่ำเข้าใส่ผมอย่างแรงจนรู้สึกระคายผิว   ผมรีบหลับตาก้มหน้าลง   พร้อมกันนั้นก็กอดอกเอาไว้ด้วยอาการสั่นสะท้าน ครั้นลมหมุนสลายตัว   ผมจึงเงยหน้าขึ้นและก้าวเดินต่อไปตามปกติ

ไกลออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร   ขบวนผู้ถือป้ายกลุ่มใหญ่กำลังร้องตะโกนปาว ๆ ด้วยถ้อยคำที่จับใจความไม่ได้   แต่ความที่เป็นไปอย่างเอะอะเอ็ดตะโร   อีกทั้งยังมีท่าทีว่ากำลังจะมุ่งหน้ามาทางนี้   ผมจึงเดินเลี้ยวขวาเข้าไปในซอยแคบ ๆ เพื่อเลี่ยงจากขบวนดังกล่าว   ซอยซึ่งผมเดินเลี้ยวเข้าไปนั้นเป็นเพียงซอยเล็ก ๆ   สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกแถวสามชั้นเก่า ๆ สร้างเรียงราย   ตรงท้ายซอยมองเห็นว่าเชื่อมกับถนนสายหนึ่ง   ยวดยานบนท้องถนนกำลังคืบคลานติดตามกันไปอย่างเชื่องช้า   สายมากแล้วแต่รถรายังคงติดขัดอยู่เหมือนเดิม   ผมนึกดีใจที่เลือกเดินเสมอ   จึงไม่ต้องติดอยู่ในรถยนต์ซึ่งมีสภาพดั่งกรงขังครั้งละหลายชั่วโมง

ขณะนี้ผมกำลังลังเลอยู่ว่าจะเลี้ยวไปทางซ้ายหรือขวาดี   ครั้นแล้วก็ต้องเป่าปากและยิ้มอย่างขบขัน   เมื่อเห็นว่าขบวนผู้ถือป้ายที่ผมพยายามหลบหลีก   กำลังเดินอยู่บนถนนสายนี้เช่นกัน อีกไม่กี่นาทีก็คงจะผ่านมาถึงตรงตำแหน่งที่ผมยืนอยู่

จากการสังเกตอย่างจริงจัง   ผมเพิ่งเห็นว่านั่นไม่ใช่ขบวนแห่ในเทศกาลอย่างที่คิดเอาไว้ในตอนแรก   มันเป็นเพียงแค่การเดินตาม ๆ กันมาของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วยชายหญิงราวสามสิบกว่าคน   เกือบทั้งหมดดูท่าเหมือนจะมีสติไม่สมบูรณ์นัก   นอกจากชายหัวแถวผู้ก้าวเดินอย่างองอาจแล้ว   เหล่าบรรดาคนที่ติดตามมาทางด้านหลังล้วนแต่กำลังยกแข้งยกขาลอยหน้าเฉิบ ๆ   มิหนำซ้ำต่างคนต่างยังตะโกนถ้อยคำตามใจชอบ   บ้างก็ร้องเพลงที่มีจังหวะคล้ายเพลงปลุกใจ   ทำให้ผู้ฟังจับใจความไม่ได้เลย   มันน่าจะเป็นขบวนของคนบ้าโดยแท้   ผมคิด

ครั้นขบวนผู้ถือป้ายเดินใกล้เข้ามาอีก   ผมก็ถึงกับตกตะลึง   เมื่อเห็นว่าชายที่เดินนำหน้าอยู่นั้นเป็นใคร   ใช่แล้ว   เป็นคนที่ผมเคยรู้จัก   เคยสนิทสนม   และเคยผิดหวังในตัวเขา   ชายคนที่ว่านี้ก็คือยรรยงค์นั่นเอง

ยรรยงค์พ้นโทษออกมาแล้วหรือนี่   ผมรำพึงด้วยความประหลาดใจ   วินาทีนั้นผมแทบจะวิ่งตรงรี่เข้าไปหาและสวมกอดเขาไว้   ทว่านั่นเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนแรกเท่านั้น วินาทีต่อมา   ผมก็ถอยหลังหลบเข้าไปในซอยหลายเมตรเพื่อซ่อนตัวจากเขา   แต่ทำไมต้องหลบหน้าเล่า   ทั้งที่ใจส่วนหนึ่งรู้สึกยินดี การกระทำของผมช่างไร้เหตุผล   หรือว่านั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่สามารถเข้าใจตัวเองได้

มาคิดดูแล้ว   ความจริงผมคงต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับยรรยงค์   เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม   ผมไม่ต้องการพบปะบรรดาคนรู้จักในเวลานี้เลย   เพื่อที่จะไม่ต้องขุดคุ้ยเอาเรื่องราวแต่หนหลังมาพูดจาให้แสลงใจกันเล่น   การได้ใช้ชีวิตที่เหลือไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ต้องคิดถึงอดีตอันขมขื่น   น่าจะเป็นเรื่องดีกว่า

.

.

“เดินเข้าไปพวกเรา เดินเถิดเดิน เดินอย่าได้หยุด...”

ผมได้ยินเสียงใครคนหนึ่งในขบวนร้องตะโกนเป็นเพลงขึ้นมา เสียงนั้นฟังชัดเจนและปลุกใจให้ฮึกเหิม พวกเขาคงใกล้จะมาถึงปากซอยที่ผมกำลังหลบอยู่ ต่างคนต่างร้องเพลงออกมากันคนละประโยคสองประโยค

เดิน เดิน เดิน   
พี่น้องทั้งหลายออกมาเดิน 
ละทิ้งทุกสิ่งแล้วติดตามเราไปเถอะ
เดิน เดิน เดิน เรามาร่วมออกเดินกันเถอะ
เราจะมุ่งไปข้างหน้ากันเยอะ ๆ   
เดิน เดิน เดิน  
ทุกย่างก้าวเราจะติดตามหามนุษย์ที่แท้จริงให้พบ 
เอ้า ออกมาร่วมเดินกันเถอะ 
มนุษย์ที่แท้จริงรอเราอยู่เบื้องหน้าแล้วรู้ไหม   
แด่มนุษย์ผู้สูงส่ง
เราจะติดตามท่านตลอดไป  
เดิน เดิน เดิน 
เดินด้วยความหวังเถิดพี่น้องเอ๋ย 
เพื่อดวงใจที่เคยถูกเยาะเย้ย
จะเป็นสุขชั่วนิรันดร์

ไม่นานนักขบวนอันน่าขบขันก็ผ่านพ้นปากซอยไป เสียงแหกปากร้องเพลงของคนเหล่านั้นค่อย ๆ เบาลง จนกระทั่งจางหายไปในอากาศอันเน่าเหม็นของเมืองหลวง

หลังจากหายแปลกใจ ผมก็ถึงกับหมดเรี่ยวแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ กับพื้นถนนในซอย ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ทว่าผมไม่ใส่ใจ ในสมองเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ได้ยินจากปากของคนในขบวนผู้ถือป้าย ซึ่งผมเพิ่งจะดูแคลนไปหยก ๆ

ระหว่างที่ผมเลิกค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อการอุทิศตน น่าขันจริง ยรรยงค์กลับเป็นฝ่ายแสวงหาสิ่งนั้น โอ้...การแสวงหามนุษย์ที่แท้จริงช่างเป็นแนวคิดที่เข้าท่าอยู่ไม่น้อย นั่นอาจจะเป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับคนอย่างเรา ๆ ที่จะอุทิศตนให้ ยรรยงค์เริ่มต้นความคิดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ในคุกงั้นรึ แล้วเขาทำไปเพื่ออะไรกันแน่ ผมรู้สึกฉงน ทุกวันนี้ยังคงมีผู้ศรัทธาต่ออุดมคติตกค้างอยู่ในเมืองหลวงอีกหรือนี่ ความนึกคิดและอารมณ์ของผมค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ห้วงลึก และพบว่าสิ่งเดียวที่ผมพอมีหลงเหลืออยู่ในเวลานี้ก็คือ หัวใจกับภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีต ซึ่งได้เก็บสะสมไว้ในความทรงจำมายาวนาน   บัดนี้ถูกคลี่เปิดออกทีละภาพอย่างต่อเนื่อง 
 
ภาพของห้วงเวลาแห่งความสุขทำให้ผมยิ้มเบิกบาน หลายครั้งแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความปีติ แต่ในทางกลับกัน ภาพของอดีตอันขมขื่นมืดมนก็ทำให้ผมต้องพยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อท้นขึ้นมาจนอุ่นร้อน ใช่ น้ำตาเป็นเครื่องหมายประการหนึ่งซึ่งแสดงออกมาให้เห็นว่าเรายังมีหัวใจอยู่ ไม่ว่าจะอ่อนแอหรืออ่อนโยนก็ตาม แล้วผมก็เกิดความละอายแก่ใจขึ้นมา ยอมรับว่านับตั้งแต่ยุติการแสวงหา ชีวิตที่ดำเนินต่อมาก็ไม่อาจกล่าวได้เลยว่าประเสริฐขึ้น กลับจมดิ่งยิ่งกว่าเดิม มิหนำซ้ำยังตามใจความอยากของตัวเองมากขึ้นกว่าเก่า ความทุกข์ความโศกก็ทบทวีอย่างหนักราวกับถูกบิดาผู้รักบุตรเฆี่ยนตีสั่งสอนทุกวี่วันเพื่อให้หลาบจำ ทว่าไม่มีการสำนึกจากหัวใจของผมเลยแม้แต่น้อย ไม่ต่างจากคนที่ใกล้จะจมหายไปในกระแสน้ำอันมีรสหวาน ได้แต่เพลิดเพลินอยู่ท่ามกลางรสอร่อยเหล่านั้น แม้ว่าความตายกำลังจ้องมองและยิ้มเยาะอยู่เบื้องหน้าก็ตาม ดวงตาของผมมืดบอดไปกับความสุขที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ คิดถึงตรงนี้ผมก็ยกสองมือขึ้นกุมศีรษะ

“นี่คุณ คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ ไม่สบายใช่ไหม” ชายชราแต่งตัวมอซอสะกิดแขนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ผมลุกขึ้นยืนพลางยิ้มด้วยความรู้สึกเหมือนเด็ก ๆ ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ขอบคุณครับ ที่เป็นห่วงคนแปลกหน้าอย่างผม แต่ผมไม่เป็นอะไร ผมสบายดีแล้ว หวังว่าสักวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีกนะครับ คุณลุง” พูดจบผมก็ออกวิ่งตามขบวนของยรรยงค์ไปอย่างกระตือรือร้น

.

ทันทีที่วิ่งตามมาทัน   ผมก็กระโดดเข้าไปยืนขวางหน้ายรรยงค์ไว้ ดูเหมือนว่าชายผู้ซึ่งเคยมีใบหน้าเกลี้ยงเกลา   แต่บัดนี้รกครึ้มด้วยหนวดเคราและผมเส้นใหญ่หยาบยาวสยายถึงกลางหลัง   จะเต็มไปด้วยร่องรอยของความแปลกใจปรากฏอยู่ภายในดวงตา   ทว่าเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา   พร้อมกับยกมืออันหยาบกร้านขึ้นบีบต้นแขนของผมไว้   นั่นทำให้ผมรับรู้ว่ามือของเขากำลังสั่นเทา   มันคงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ดวงตาคู่นั้นไหวระริกด้วยหยาดน้ำใส ๆ   มันช่างเป็นดวงตาของคนที่ผ่านความทุกข์ยากมาอย่างยาวนาน

“ไอ้น้องชาย   ไอ้เพื่อนรัก   นี่นายจริง ๆ รึ   เจตน์” 

ยรรยงค์จับร่างของผมเขย่า   พลางตะโกนถามเสียงดัง 

“นายยังมีลมหายใจอยู่เรอะ   ฉัน…ฉันดีใจที่นายโผล่ขึ้นมาอยู่ต่อหน้าฉันในเวลานี้เหลือเกิน   ให้ตายสิ”

“พี่พ้นโทษออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

“หนึ่งปี…หนึ่งปีเต็ม ๆ   หลังจากสองปีที่ต้องจมอยู่ในนรก   โคตรแม่งเอ๊ย   นายไม่ยอมไปเยี่ยมฉันบ้างเลย   ไม่มีใครไปเยี่ยมคนอย่างยรรยงค์   แต่มันก็สาสมกับความชั่วร้ายของฉันแล้ว เฮ้ย   พวกเอ็งอยู่กันเงียบ ๆ หน่อยได้ไหม   ข้ากำลังคุยกับสหายเก่า เอ้า   ดูกันเอาไว้   นี่ไงล่ะ   ผู้จุดประกายการค้นหามนุษย์ที่แท้จริงของข้า”   ยรรยงค์ชูมือทั้งสองข้างต่อหน้าผม
กลุ่มคนผู้ติดตามตามยรรยงค์พากันเงียบและจ้องมองดูผมด้วยดวงตาอันใสซื่อไร้มารยา

“ถูกต้องเจตน์   ฉันได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาย เพราะตั้งแต่เข้าไปสงบสติอารมณ์อยู่ในคุก   ฉันก็มีเวลามากพอที่จะครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ   ทั้งของนายและของตัวฉันเอง   มันทำให้ฉันต้องการดำเนินตามรอยเท้าของนาย   เดินตามต้อย ๆ เลยเชียวแหละ   นายคือผู้เปิดดวงตาข้างที่ปิดมาตั้งแต่เกิดของฉัน   นี่ไงที่ทำให้ฉันได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษจากสี่ปีเหลือแค่สองปี พอพ้นโทษก็เริ่มต้นออกเดินไปทั่ว   ฉันกระหายจะได้พบกับมนุษย์ผู้จะเป็นต้นแบบให้แก่พวกเรา   นายนั่นเองที่เป็นผู้จุดไฟแห่งอุดมคติ   ทำให้มันลุกโชติช่วงขึ้นในความมืดของพงไพรคอนกรีต มนุษย์จะเป็นมนุษย์ไปไม่ได้เลยหากไร้ซึ่งอุดมคติ   แล้วนายล่ะ ค้นพบสิ่งที่ดีที่สุดของนายหรือยัง   เพื่อนรักของฉัน”

ได้ยินดังนั้นผมก็รู้สึกสลดใจ   ส่ายหน้าช้า ๆ   และหลบสายตาของยรรยงค์ด้วยการก้มมองดูรองเท้าตัวเอง   นั่นทำให้ผมระลึกถึงวันเก่า ๆ ในวัยเด็กได้อีกครั้งหนึ่ง

“ไม่เป็นไรหรอกน่า   อย่าเศร้าเลย   เงยหน้าขึ้นสู้โลกสิ นั่นไง   มันต้องยังงั้น   การแสวงหาไม่ใช่เรื่องง่าย   พวกเราพยายามกันมานาน   แต่ก็ยังไม่สำเร็จเหมือนกัน”   ยรรยงค์วางท่าสง่าผ่าเผย   ก่อนพูดต่อไปว่า   “พวกเราเดินกันจนส้นรองเท้าสึกไปแล้วหลายคู่   ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่ท้อถอยหรอกนะ   ชัยชนะนั้นไม่ใช่จะได้มาเพราะอาศัยเพียงหัวใจอย่างเดียว   แต่ต้องเต็มไปด้วยความมุมานะที่มั่นคงด้วย   ฉันกับพรรคพวกเติมเต็มให้กันและกันเสมอ   ไม่ต่างจากท่อนฟืนที่สุมอยู่รวมกัน   เอายังงี้ดีกว่า   นายมาร่วมมือกับเรา   เราจะเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน”

“ผมเพิ่งจะตกงาน   แถมยังไร้บ้าน   วันนี้ผมจึงออกเดินหาห้องพักใหม่   แล้วก็งานใหม่ด้วย   ผมไปกับพี่ยรรยงค์ไม่ได้หรอกครับ   ผม…ผมขอโทษ”

“ใช่   คนเราต้องมีที่อยู่   คนเราต้องกินต้องใช้   แล้วนายจะมัวแต่เดินหาห้องพักทำไมล่ะ   มาอยู่กับพวกเราสิ   ทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน   แบ่งปันกันทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่สุราและความรัก   พวกเรายินดีต้อนรับนายเสมอ   จริงไหมทุกคน”

มีเสียงขานรับดังขึ้นอย่างไม่ค่อยจะพร้อมเพรียงกันนักจากกลุ่มนักแสวงหา   พวกเขาต่างก็มีใบหน้าเบิกบานไปด้วยรอยยิ้มแบบเด็ก ๆ
ผมส่ายหน้า   เม้มริมผีปากแน่นคล้ายเด็กดื้อ

“ตามใจ   นายมันไม่เคยเปลี่ยน”   ยรรยงค์พยักหน้าอย่างช้า ๆ

“เราสองคนคงได้เจอกันอีกใช่ไหมครับ”   ผมยื่นมือออกไปบีบมือของยรรยงค์แน่น

“ฉันจะไม่ลืมส่งข่าวดีให้นายรู้   การหานายคงไม่ยากเกินไป   ถ้าฉันพบขุมทอง   ฉันจะไม่บอกนายหรอก   เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไร   แต่หากฉันค้นพบมนุษย์ที่แท้   ฉันจะดีใจมาก   ถ้าสามารถแบ่งปันข้อมูลให้แก่นายและทุกคนในโลกนี้”

“แล้วอรล่ะครับ”   ผมเอ่ยถามขึ้น   ขณะดึงชายเสื้อของยรรยงค์เอาไว้   “เธอไม่มาด้วยหรือ   บอกเธอด้วยว่าผมคิดถึงนะครับ”

“อรงั้นเรอะ”   ผู้ถูกดึงชายเสื้อถึงกับชะงักค้าง   ขาซึ่งกำลังจะก้าวเดินก็หยุดลง   นานทีเดียวกว่าเขาจะหันกลับมาจ้องหน้าผม   “นี่นายคงไม่รู้สินะ   ว่าน้องสาวที่น่าสงสารของฉัน   อรผู้น่ารัก   เธอ…เธอตายไปนานแล้ว   ในห้องนอนที่ว้าเหว่ของเธอ   ก็ตั้งแต่คืนที่นายจากไปนั่นแหละเพื่อนยาก   แต่นายอย่าได้โทษตัวเองเลยที่อรผูกคอตาย   ไม่มีใครผิดนอกจากฉัน   ฉันเป็นคนชั่วร้ายที่สุด” 

แววตาของยรรยงค์สั่นไหวระริก   ใบหน้าและริมฝีปากก็บิดเบี้ยวเหยเกราวกับกำลังจะร้องไห้   อย่างไรก็ตาม   เขาไม่ได้ร้องไห้ออกมา   นอกจากตะโกนว่า   “ออกเดินต่อไปพวกเรา   เดิน เดิน   เดินไปหามนุษย์ที่แท้จริงกันเถิดพี่น้อง”

เมื่อขบวนของยรรยงค์ลับสายตาไปแล้ว   ผมก็พยายามนึกทบทวนถึงเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยความสับสนและเศร้าใจ   คืนนั้นถ้าหากผมได้ทำในสิ่งที่เหมาะสมและมีคุณค่าอย่างแท้จริง   ด้วยการอยู่ดูแลอร   เธอก็คงไม่ต้องจบชีวิตลงอย่างเดียวดายเช่นนั้น หัวใจของยรรยงค์คงจะเต็มไปด้วยความขมขื่น   จึงต้องเที่ยวค้นหาบางสิ่งบางอย่างเพื่อชดเชยความทุกข์ที่เกิดขึ้น   โดยคิดว่าหากได้พบมนุษย์ที่แท้จริงสมปรารถนาแล้วก็จะทำให้เขามีความสุข

ข่าวการตายของอรเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับได้ในเวลาอันสั้น   ถึงแม้ว่าเธอจะจากผมไปนานหลายปีแล้วก็ตาม   ทว่าสำหรับผมแล้ว   เรื่องน่าเศร้านี้เพิ่งจะเกิดขึ้นสด ๆ ใหม่ ๆ   เรื่องราวของอรยังทำให้ผมหวนคิดถึงวาปี   และนั่นก็ทำให้ผมตัดสินใจกลับไปหาเธออย่างเร่งด่วน

.

การเดินหนีเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

อรมีอายุน้อยกว่ายรรยงค์สิบปี ผมจึงแก่กว่าเธอสี่ปี เวลานั้นเธอเพิ่งจะเรียนอยู่ชั้นปีที่สองในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง 
ตอนที่เราได้พบกันครั้งแรกนั้น ผมรู้สึกว่าเธอมีรูปร่างหน้าตาน่าเอ็นดูตามประสาผู้อยู่ในวัยสาว ดวงตาของเธอเล็กเรียว จมูกน้อย ๆ ของเธอน่ารัก และริมฝีปากสีแดงบาง ๆ ก็ดูงามตา เมื่อประดับอยู่บนใบหน้าขาวกระจ่างตัดกับเรือนผมยาวสีดำขลับที่มักจะรวบไว้เป็นหางม้าอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้ทำให้เธอดูโดดเด่นสะดุดตาผู้คน เธอมักจะใช้เวลาว่างจากการเรียนหนังสืออยู่กับบ้าน ความสุขของเธอคือการได้ทำงานของแม่บ้าน คอยดูแลทุกซอกมุมให้น่าอยู่ รวมถึงทำอาหารรสอร่อยให้พี่ชายกับผมได้กินกันอย่างเบิกบานเป็นประจำ
 
ในห้วงเวลาดังกล่าวนี้ ยรรยงค์มักจะมองน้องสาวด้วยสายตาเหมือนผู้ใหญ่ ที่กำลังเฝ้าดูเด็กเล็กอย่างระแวดระวังอยู่เสมอ

.

“ช่วยพี่ย้งด้วย   พี่ย้งถูกจับไปแล้ว   พี่ย้งไม่น่า…ไม่น่าเลย   โธ่…บาโลกุน…”   เธอคร่ำครวญเหมือนคนกำลังละเมอ   เสียงพูดเบาหวิวยังไม่คลายจากอาการสะอื้นซึ่งดังขึ้นเป็นระยะ ๆ   ผมรู้สึกได้ว่าร่างที่เบียดซุกหน้าอยู่บนตักสั่นสะท้านราวกับกำลังป่วยไข้

จากช่องหน้าต่าง   หากมองออกไปก็จะเห็นว่าท้องฟ้ามืดแล้ว   ค่ำคืนกลับมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง   แสงไฟในอาคารบ้านเรือนด้านนอกเริ่มทยอยเปิดสว่าง   ขณะที่ภายในบ้านหลังนี้ยังปกคลุมด้วยความมืดสลัวอันไม่อาจสลัดออกไปได้   ผมไม่มีแก่ใจจะลุกเดินไปเปิดโคมไฟแม้สักดวงหนึ่ง   ได้แต่อาศัยแสงจากภายนอก   ซึ่งสาดส่องเข้ามาพอให้มองเห็นร่างบอบบางตรงหน้าของผม

เสียงสะอื้นของอรเงียบไปแล้ว  ขณะนี้เธอกำลังพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง   ทว่ากลับทรุดตัวก้มหน้าซุกลงไปที่ตักของผมอีก   จนผมต้องกระตุ้นให้เธอบอกเล่าความจริงออกมา

“พูดสิอร   มันเกิดอะไรขึ้น”

“เป็นความผิดของอรเอง   เรื่องเลวร้ายทั้งหมดเกิดเพราะอรทำตัวไม่ดีแท้ ๆ”   เธอกล่าวด้วยเสียงที่เบาหวิวราวกับกระซิบ   หลังจากที่ลุกขึ้นนั่งได้แล้ว   ศีรษะเล็ก ๆ ของเธอก้มลงเหมือนไร้เรี่ยวแรง ไหล่ก็ห่อลง   เสียงอันแผ่วเบาแทบไม่อาจหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของเธอเลย   “หลายเดือนก่อนอรเริ่มเป็นกังวล   ความผิดปกติบางอย่างได้เกิดขึ้นในร่างกายของอร   ความจริงจะเรียกว่าความผิดปกติก็คงไม่ถูกต้อง   แท้จริงแล้วมันน่าจะเป็นเรื่องปกติที่ควรชื่นชมยินดีมากกว่า   ในเมื่อชีวิตหนึ่งกำลังเติบโตขึ้นในร่างกายของอร”   พูดจบเธอก็เงยหน้าขึ้นสบตากับผมอย่างเศร้า ๆ

คำสารภาพจากริมฝีปากอันซีดเซียวของหญิงสาวทำให้ผมประหลาดใจจนควบคุมสีหน้าไม่ได้   ดวงตาของผมคงเบิกโพลงอย่างน่ากลัว   อีกฝ่ายหนึ่งจึงต้องก้มหน้าลงอีกครั้งเพื่อปกปิดความรู้สึกบางอย่าง

“ครั้งแรกบาโลกุนทำอะไรไม่ถูก   ทันทีที่รับรู้ว่ากำลังมีอีกหนึ่งชีวิตเกิดขึ้น   เขากำลังจะกลายเป็นพ่อคน   แต่เมื่อตั้งสติได้ ความรู้สึกของเขาก็เปลี่ยนเป็นความยินดี   เขารักอรจริง ๆ ค่ะ   เขาดีใจที่เราจะมีลูกด้วยกัน   ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสภาพไม่พร้อม   มันอาจยากแก่การรับมือสำหรับนักศึกษาที่ไม่มีงานทำ   แต่บาโลกุนยืนยันนะคะ   เขาบอกอรว่าจะหางานพิเศษทำในตอนเย็นและวันหยุด   เขาจะไม่ทำให้อรเจ็บปวดหรืออับอายมากขึ้นด้วยการทอดทิ้งอรไป   ด้วยเหตุนี้เอง   อรถึงได้รวบรวมความกล้า   แม้กระนั้นก็ต้องใช้เวลาหลายวันทีเดียวกว่าจะมีความกล้ามากพอ   ใช่ค่ะ   อรต้องการความกล้ามากพอสำหรับการสารภาพเรื่องราวทั้งหมดแก่พี่ย้ง   แล้วผลที่ได้รับคืออะไรรู้ไหมคะ”   อรถามแล้วทอดถอนใจยาว   ร่างบอบบางสั่นสะท้านเล็กน้อย   บางทีเธออาจกำลังพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ก็เป็นได้

“พี่ยรรยงค์เป็นคนดีมีน้ำใจ   ปัญหาแค่นี้รับมือได้สบายมาก มิหนำซ้ำเขายังรักเด็กอีกด้วย”   ผมโล่งอก   รู้สึกว่าปัญหาแค่นี้ช่างเล็กน้อยมาก

“พี่เจตน์คิดอย่างนั้นหรือ”   อรส่ายหน้า   มองดูผมด้วยแววตาเศร้าสลดและอ่อนแสงลง   “ไม่เลย   มันไม่ใช่อย่างที่พี่คิด ตอนนั้นพี่ย้งทำหน้างุนงงไปชั่วขณะ   ก่อนจะตะโกนออกมาอย่างที่อรไม่เคยได้ยินมาก่อน   ผู้คนที่มาพักผ่อนในสวนสาธารณะใกล้กับมูลนิธิที่พี่ย้งทำงาน   ต่างพากันหันมาจ้องมองเราสองคนเป็นสายตาเดียว   เวลานั้นบ่ายมากแล้ว   ชาวบ้านจึงค่อนข้างหนาตา แต่อรก็ไม่มีใจให้แก่ความอับอายอีก   อรพยายามอ้อนวอนร้องขอความเห็นใจ   นั่นกลับยิ่งทำให้พี่ย้งโกรธมากขึ้น   ทันทีที่เขารู้ว่าอรกับบาโลกุนวางแผนชีวิตกันไว้อย่างไร   พี่ย้งถามว่า   ‘นี่ใจคอเธอจะให้ฉันมีหลานตัวดำ ๆ อย่างไอ้มืดนั่นน่ะเรอะ’   น้ำเสียงของพี่ย้งชัดเจนว่าขยะแขยงเสียเต็มที   แล้วในที่สุดก็ออกคำสั่งให้อรไปเอาเด็กออก   อรตกใจมาก   พยายามพูดจาขอร้องเพื่อเปลี่ยนใจพี่ย้ง   แต่มันไม่เกิดผลดีขึ้นเลย   นอกเสียจากจะทำให้พี่ย้งโกรธมากขึ้นไปอีก   ผลสุดท้ายอรท้อแท้   น่าเสียใจที่อรยอมแพ้ง่ายดายเกินไป   อรไม่ได้ต่อสู้เลย   มิหนำซ้ำยังยินยอมให้พี่ย้งจูงมือพาอรไปสู่นรกขุมซึ่งอยู่ลึกที่สุด   ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อเห็นแก่อนาคตของอรเอง พี่ย้งพูดย้ำอยู่อย่างนี้”

เป็นไปได้อย่างไรกันที่คนอย่างยรรยงค์จะตัดสินใจทำเรื่องราวอันโหดเหี้ยมนี้ได้ลงคอ   ประการสำคัญ   เด็กคนนั้นคือหลานของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย   หากไม่นับว่าเป็นหลานของตัวเอง   ยรรยงค์ก็น่าจะรับรู้ได้ว่า   สิ่งมีชีวิตในครรภ์ของอรย่อมมีความรู้สึกไม่ต่างไปจากสิ่งมีชีวิตทั่วไป   ความรู้สึกที่ว่าก็คือมีความรักและความหวงแหนในชีวิตของตน   อีกทั้งยังปรารถนาจะอยู่รอดต่อไปให้นานที่สุด   เหตุการณ์และการกระทำที่เกิดขึ้นจึงนับเป็นการฆาตกรรมโดยแท้   เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ผมอดสะเทือนใจไม่ได้

“เพราะเหตุนี้ใช่ไหม   พี่ยรรยงค์จึงถูกตำรวจจับไป   เขาน่าจะรู้นะ   ว่าการทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศนี้”

อรก้มหน้าซบลงบนฝ่ามือทั้งสอง   มีเสียงร่ำไห้ออกมา ก่อนที่เธอจะโน้มร่างลงคุดคู้ตัวสั่น

“ไม่ใช่เรื่องนั้นค่ะ   พี่ย้งฆ่าคนตาย   โธ่…บาโลกุนที่น่าสาร   เขาตายแล้ว   เมื่อตอนเย็นวันนี้เอง”

วิถีชีวิตในเมืองหลวงแตกต่างจากชนบทก็ตรงที่กลางคืนไม่เคยเงียบสงัดเลย   ผู้คนจำนวนมากยังคงเดินทางด้วยรถยนต์ไปตามท้องถนนเพื่อทำงานกะกลางคืน   บ้างก็เพื่อทำธุระที่รอให้ถึงตอนเช้าไม่ได้   และมีจำนวนไม่น้อยที่ออกเที่ยวหาความสนุกใส่ชีวิต

อย่างไรก็ตาม   การที่มีใครสักคนแบกเป้เดินท่อม ๆ ไปตามทางเท้า   ก็คงเป็นภาพที่ชวนให้สงสัยในพฤติกรรมอยู่ไม่น้อย ผมเข้าใจในเรื่องนี้ดีแต่ไม่มีทางเลือก   ขณะเดินออกจากบ้านของยรรยงค์มานั้นเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว   อรเพิ่งจะเข้าห้องนอนตามคำแนะนำของผม   ทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่คลายจากความโศกเศร้า   และดูทีท่าว่ายังมีความวิตกกังวลในหลายเรื่อง   ก่อนหน้านั้นผมได้แนะนำให้เธอไปพบหัวหน้างานของยรรยงค์ที่มูลนิธิในวันรุ่งขึ้น เพื่อขอร้องให้ช่วยหาทนายความและหลักทรัพย์ประกันตัวพี่ชายของเธอออกมาสู้คดี   แม้ว่าตอนนี้ยรรยงค์ต้องอยู่ในห้องขังของสถานีตำรวจ   แต่ก็เป็นเพียงแค่ชั่วคราว   แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าคงต้องขอประกันตัวในชั้นศาล   ทว่าไม่มีทางทำสิ่งใดได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว

หญิงสาวผู้โชคร้ายมีอาการกระตือรือร้นขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้รับคำแนะนำ   เธอไม่มีทางรู้เลยว่าหลังจากเข้าห้องนอน ผมก็ตรงรี่ไปที่ห้องพี่ชายของเธอ   เพื่อเก็บข้าวของส่วนตัวลงเป้สีดำใบใหญ่   หลังจากอาศัยอยู่ที่นี่มานานนับปีอย่างมีความสุข   ผมจำต้องหลบออกมาอย่างเงียบ ๆ   ภายในใจได้แต่อวยพรขอให้เธอมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อไป   เมื่อเราสองคนได้พบกันในวันข้างหน้า   ผมหวังว่าจะเห็นเธอมีความสุขอีกครั้งหนึ่ง

“ลาก่อนนะ   น้องอร”

.

การเดินครั้งแรก

เทศกาลสงกรานต์อันเปียกแฉะได้ผ่านพ้นมาหลายวันแล้ว สมัยนั้นลำคลองใกล้บ้านเก่ายังคงรวยรินกรุ่นกลิ่นหอมของดินโคลน กลิ่นหอมดังกล่าวล่องลอยมาตามกระแสลมแห่งความคิดคำนึง ผมแลเห็นเศษใบไม้แห้งปลิวคว้างอยู่ในอากาศเป็นครั้งคราว นกเขาและนกพิราบสองสามตัวพากันส่งเสียงอยู่บนหลังคาบ้าน ที่ปลูกเรียงรายกันออกไปสองข้างทางตามแนวคูคลอง ใบหน้าของเพื่อนชายหญิงอาบไล้ด้วยแสงแดดและรอยยิ้มจากดวงใจอันใสซื่อ ทุกคนต่างเป็นลูกกวาดหลากสีที่กำลังหัวเราะเริงร่า เสียงหัวเราะดังก้องไปตามตรอกซอกซอยของเมืองหลวง นับเป็นวัยเด็กที่สวยงาม ไม่มีอะไรจะสนุกเท่ากับการได้เล่นกลางแจ้งกับพวกเพื่อน ๆ อีกแล้ว
 
ในเวลาต่อมา พ่อได้ส่งเสียงเรียกด้วยท่าทางเคร่งขรึม ผมต้องตัดใจทอดทิ้งการละเล่นที่กำลังติดพันอย่างเสียดาย และทันทีที่เผชิญหน้ากันในระยะใกล้กับพ่อผู้ไม่มีรอยยิ้ม ผมก็ทำได้เพียงแค่ยิ้มแหย ๆ เป็นการแก้เก้อ แล้วรีบก้มหน้างุดลง  สายตาจับจ้องอยู่ที่เท้าเปลือยเปล่าทั้งสองข้างของตัวเอง มันช่างดูขะมุกขะมอมเหลือเกิน เต็มไปด้วยเศษดินและเศษฝุ่น ผมรู้สึกอับอาย ทว่าสิ่งที่ทำได้ก็คือขยับนิ้วเท้าเล่นหยุกหยิกไปมา
 
พ่อดึงผมเข้าไปกอดยาวนานยิ่งกว่าที่ผมเคยกอดพ่อ ก่อนจะลูบหัวเล็ก ๆ ของผมอย่างปราณี ผมสามารถสัมผัสถึงความรู้สึกนี้ด้วยหัวใจดวงน้อย จนกล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็นพ่อ และทันได้เห็นรอยยิ้มเศร้าของพ่อที่ดูเป็นเรื่องแปลกใหม่ บางทีอาจเป็นเพราะว่าผมไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย เด็กอย่างผมได้เรียนรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกอันละเอียดอ่อน ความรู้สึกซึ่งเป็นจริง แต่ยากแก่การเข้าใจด้วยเหตุผล นี่คือความทรงจำหนึ่งอันยากแก่การลืมเลือน เหมือนกับที่บรรดานกทั้งหลายไม่เคยลืมรวงรังของพวกมันนั่นเอง

“เจตน์ พ่อจะต้องจากไปแล้ว เพื่อทำในสิ่งที่เป็นอุดมคติของพ่อ ตอนนี้ลูกคงไม่เข้าใจ แต่สักวันหนึ่งลูกจะเข้าใจ ดูแลแม่แทนพ่อด้วย ลูกทำได้ใช่ไหม แล้ววันหนึ่งเราอาจจะได้กลับมาพบกันที่บ้านหลังนี้อีก ลาก่อนลูกรัก”

คำพูดของพ่อในวันอันเก่าแก่ทำให้ผมสงสัยว่าพ่อกำลังไปไหนกันนะ แล้วทำไมถึงต้องไปด้วย “เมื่อลูกเติบโตขึ้น หาคำตอบให้ได้ว่าลูกเกิดมาเพื่อสิ่งใด และจงอุทิศตนให้แก่สิ่งนั้น” พ่อพูดกับผมก่อนจะก้าวเท้าพ้นประตูบ้านไป 

.

ไม่กี่วันต่อมา   แม่ได้พาผมไปสมัครเรียนในโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง สถานที่ซึ่งทำให้ผมกับเพื่อนเก่าชื่อ  “แจ้”   ได้รู้จักกันและสนิทกันอยู่หลายปี   มันตั้งอยู่ห่างจากบ้านประมาณสองกิโลเมตร   เป็นระยะทางซึ่งผมพอจะเดินไปกลับพร้อมเด็กคนอื่น ๆ ได้   สมัยนั้นไม่ว่าใครต่างก็เดินไปโรงเรียนด้วยกันทั้งนั้น   เพราะถนนหนทางยังไม่มีรถรามากนัก

และในยามที่สายลมแห่งเดือนพฤษภาคมเริ่มคลายความร้อนระอุลงบ้างแล้ว   ฝูงอึ่งอ่างใกล้บ้านพากันส่งเสียงร้องระงม   เพื่อนบ้านต่างล้างโอ่งทุกใบที่มีอยู่   ไม่นานนักฝนแรกก็ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีสันไป   จากความสดใสกระจ่างตาในฤดูร้อนกลับกลายเป็นแสงสลัวทึมเทา   เมฆดำลอยต่ำและกดทับความรู้สึกผู้คน   ถนนหนทางเต็มไปด้วยความชื้นแฉะ   ฝุ่นโคลนข้นคลั่กเกาะรองเท้าผ้าใบของผมกลับมาบ้านด้วยเสมอ   แม้จะได้พยายามเดินเลี่ยงแล้วก็ตาม

ผมกลายเป็นนักเดินนับตั้งแต่วันนั้น

.

ความรักเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

วาปีก้าวเข้าสู่ชีวิตของผมในเวลาอันเหมาะสม กล่าวได้ว่าเป็นจังหวะที่ชีวิตของผมไม่มีใครเลย ไม่มีเพื่อนสนิทในมหาวิทยาลัยแม้สักคนเดียว ผมคบกับเธอไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนสวย ในตอนนั้นวาปีไม่ใช่ผู้หญิงสะสวยมากนัก แม้ใบหน้าของเธอซึ่งมีลักษณะเรียวยาวแบบคนช่างฝันจะประดับไว้ด้วยจมูกโด่งรับกับคิ้วหนาอันดกดำ และดวงตากลมโตสีน้ำตาลคู่นั้นก็ทอประกายอย่างมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ รูปร่างของสาวน้อยอย่างวาปีออกจะเป็นไปอย่างที่เรียกกันว่าอ้อนแอ้น ทว่ายังคงมีความทะมัดทะแมงให้เห็น ผิวพรรณของเธอเป็นสีขาวเหลืองแบบลูกคนไทยผสมจีนทั่วไป ในความคิดของผม เธอดูเป็นผู้หญิงที่มีส่วนผสมระหว่างความน่ารักกับความเก๋ไก๋ มากกว่าจะเรียกว่าเป็นคนสวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เธอแสดงความเชื่อมั่นออกมาอย่างดื้อรั้น ผมจำได้ดี สิ่งเหล่านี้จะเปล่งประกายออกมาทางแววตาและหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันของเธอในบางครั้ง

วาปีมาจากครอบครัวที่มีฐานะไม่สู้จะดีนัก ดังนั้นแม้ว่าเธอจะชื่นชอบการแต่งตัว แต่ก็เป็นไปอย่างประหยัด โดยเลือกซื้อเฉพาะเสื้อผ้าราคาถูก เป็นที่รู้กันว่าเธอเข้ามาเรียนที่นี่เพราะได้รับทุนการศึกษาจากทางมหาวิทยาลัย และผมก็ชื่นชอบที่เธอเป็นอย่างนี้ เป็นเช่นที่เธอเคยเป็น หลายครั้งผมเคยอดสงสัยไม่ได้ว่า หากแม้เธอมีฐานะร่ำรวย ผมจะกล้าเปิดใจรับเธอไว้หรือไม่ ด้วยเหตุที่คนรวยดูจะคบได้ยากกว่าคนจน พวกเขามักจะมีเรื่องกำไรขาดทุนซ่อนเร้นอยู่ในเบื้องหลังของมิตรภาพเสมอ อีกทั้งความเป็นเพื่อนของคนเหล่านี้ก็มีราคาค่างวด ซึ่งออกจะเป็นเรื่องน่าเศร้าอยู่มิใช่น้อยในความคิดของผม
หลังจากสนิทสนมกันได้ไม่นาน ใครต่อใครในคณะต่างก็รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างวาปีกับผม แม้กระทั่งเพื่อนนักศึกษาหลายคนที่แอบหลงรักเธอมาก่อนก็ยังยอมรับเรื่องนี้ และปล่อยให้ผมได้รับรู้ถึงความงดงามของเธอแต่เพียงลำพังผู้เดียว
ในความสัมพันธ์ระหว่างเรา สิ่งที่ผมประทับใจมากก็คือการได้นั่งสนทนาถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคม ตลอดจนแนวความคิดของนักปรัชญาและนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ในหน้าหนังสือแห่งประวัติศาสตร์ มันสนุกและมีความสุขตรงนี้นี่เอง แทบทุกวันจึงเต็มไปด้วยการพูดคุยอย่างออกรสชาติ เธอกับผมต่างไม่อยากให้ความมืดยามค่ำคืนย่างกรายเข้ามาหา เพื่อเตือนนักศึกษาทุกคนให้แยกย้ายกันกลับเข้าหอพัก โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงซึ่งมีเวลาอยู่ข้างนอกถึงห้าทุ่มเท่านั้น 

ทุกเช้า ผมจึงเฝ้ารอให้แสงแดดอ่อน ๆ ปรากฏขึ้นทางช่องหน้าต่าง เพื่อจะได้พบหน้าและอยู่ใกล้วาปีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นของกันและกันอีกครา ในความคิดฝันอันเจิดจ้าเหนือหาดทรายและท้องทะเลใกล้มหาวิทยาลัย สถานที่ซึ่งผมเคยพาเธอไปเดินเล่นอยู่เสมอ จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมกล่าวแก่เธอในขณะกุมมือกันว่า เธอกับผมคือหาดทรายและท้องทะเล ผมเชื่อว่าเธอย่อมรู้ดีถึงความหมาย แต่ท้ายที่สุดทั้งหมดนี้ก็ไม่อาจทำให้เธอมีความสุขได้ ทั้ง ๆ ที่ผมเคยเชื่ออย่างมั่นอกมั่นใจว่า เธอคือสิ่งดีงามที่สุดซึ่งผมค้นพบ และปรารถนาจะอุทิศตนให้เธอตลอดไป

เวลาสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยผ่านไปอย่างรวดเร็ว   หลังเรียนจบแล้ว หัวใจของวาปียิ่งเต็มด้วยแรงปรารถนา   มันได้ร้องสั่งเธอ   บงการเธอ   ยั่วยุเธอ   ให้ออกเดินทางเข้าเมืองหลวงตามอย่างพวกรุ่นพี่ เพื่ออะไรอย่างนั้นหรือ   ถ้าไม่ใช่เพื่อความทันสมัย   เพื่อสร้างฐานะ และเพื่อความมีหน้ามีตาทัดเทียมคนอื่น   ตามแต่จะสรรหาเหตุผลมาอ้างค้ำยันความคิดของเธอไว้ 

ผมกลายเป็นคนประหลาดเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง   เพียงเพราะว่าผมไม่อยากไปไหน   ผมต้องการอยู่กับหาดทรายอันรายล้อมด้วยหมู่บ้านชาวประมง   ปรารถนาจะปล่อยชีวิตให้อยู่ห่างไกลจากความเจริญทางวัตถุ   ขอเพียงแค่ได้ชื่นชมท้องทะเลทุกวัน จริง ๆ นะ   ผมอยากนอนอยู่บนเปลญวนคอยเฝ้าฟังเสียงคลื่นซัดสาดทุกค่ำคืน   ขอเพียงมีเธออยู่เคียงข้าง   ผมก็คงมีความสุขอย่างล้นเหลือ   ครั้งหนึ่งผมเคยถามเธอว่า   “นอกจากความสุขแล้ว คนเรายังจะต้องการอะไรจากชีวิตอีกล่ะ   วาปี”   แต่เธอไม่เคยตอบคำถามนี้   บางทีอาจเป็นได้ว่าเธอไม่ต้องการให้ผมเสียใจมากกว่าที่เป็นอยู่   ผมคิดในแง่ดี

วันที่วาปีเดินออกจากชีวิตของผมไป   นับเป็นวันอันขมขื่น   เวลานั้นผมแทบจะไม่อยากตื่นขึ้นมารับรู้ว่าตัวเองยังคงมีลมหายใจอยู่   ความทรงจำทำให้ผมมีตัวตน   และความทรงจำเกี่ยวกับเธอ   ตลอดจนเรื่องราวระหว่างเรา   ก็ทำให้หัวใจของผมปวดร้าวเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้นอย่างรุนแรง   ในวันนั้นมันช่างยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปจริง ๆ   ทว่าผมก็ผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ด้วยการยอมรับความเปลี่ยนแปลง   ไม่มีอะไรจะอยู่ในสภาวะเดิมได้ตลอดไปหรอก   ผมตระหนักถึงความเป็นจริงข้อนี้ เช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลงของเธอ   เธอลืมทุกถ้อยคำที่เคยประกาศไว้ปาว ๆ   แต่หันไปหลงใหลความใฝ่ฝันใหม่ ๆ   โดยคาดหวังว่าถ้าความใฝ่ฝันกลายเป็นจริง   มันก็จะช่วยให้เธอมีความสุข นั่นทำให้วาปีไม่ต่างจากผู้คนทั่วไป   กล่าวคือ…ทะเยอทะยานและไม่เคยอิ่ม

.

การกลับมา

ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ผมจำต้องเดินเข้าเมืองหลวง จนกระทั่งได้พบเจอกับเรื่องราวมากมายอยู่หลายปี บางช่วงชีวิตถึงกับต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนด้วยซ้ำ แล้วในที่สุดก็ยอมพ่ายแพ้ เมื่อตัดสินใจสมัครเข้าทำงานประจำเพื่อความอยู่รอด โชคดีที่ได้งานเป็นกองบรรณาธิการของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ซึ่งจัดพิมพ์ทั้งหนังสือเล่มและนิตยสารรายเดือน มันเป็นงานที่ผมคุ้นเคย เนื่องจากร่ำเรียนมาทางนี้โดยตรง

เที่ยงวันหนึ่ง ก่อนที่สายลมแห่งฤดูหนาวจะพัดมาถึงเมืองหลวงได้ราวสามสัปดาห์ ผมวางแผนว่าจะเดินฝ่าสายฝนออกไปกินอาหารกลางวันตามลำพัง 

ไม่ไกลจากสำนักพิมพ์เท่าใดนัก มีโรงแรมระดับสามดาวเพิ่งจะเปิดให้บริการ ผมเคยเข้าไปนั่งกินอาหารจีนกับบรรณาธิการมาแล้ว แต่วันนั้นผมตั้งใจไปคนเดียว ในโรงแรมดังกล่าวมีภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นด้วย ผมจึงคิดจะสั่งเหล้าสาเกมาดื่ม   และใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายให้หมดไปกับความรื่นรมย์ของอาหารที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม โดยมีพนักงานสาวคอยปรนนิบัติอยู่ใกล้ ๆ บรรณาธิการซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือของผมมาก่อนคงไม่ตำหนิ ตราบใดที่ผมสามารถทำงานได้ดีมีคุณภาพ รวมถึงส่งงานตามกำหนด

ความคิดของผมมีอันต้องสะดุดหยุดลงขณะกำลังจะก้าวพ้นประตูสำนักพิมพ์ พนักงานรับโทรศัพท์สาวใหญ่คนหนึ่งซึ่งมักจะนั่งลอยหน้าลอยตาอยู่ที่โต๊ะใกล้ประตู และชอบส่งสายตาให้ผมเสมอ ได้ร้องเรียกเอาไว้เสียก่อนด้วยเสียงสวยเกินจริงของเธอ ผมจำต้องเดินกลับเข้าไปข้างในด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย

“สวัสดีครับ เจตน์กำลังพูดครับ”  

“นั่นเจตน์จริง ๆ ด้วย” 

หางเสียงที่ดังมาตามสายโทรศัพท์มีแววเบิกบานแจ่มใส ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่หนักไปทางหงุดหงิดเสียมากกว่า

“ขอโทษ คุณมีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่า ผมกำลัง...”

“นี่วาเอง เจตน์จำไม่ได้แล้วหรือ วาปีของเจตน์ไงคะ”

ภาพอดีตคนรักผู้เดินจากไปบนหาดทรายอันเปล่าเปลี่ยวเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนฉากอันสลัวมัวแสงของความทรงจำ ราวกับภาพยามหลับฝันในคืนที่แสนเศร้าและยาวนาน    
        
“วาปี...”

.

วาปีเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน   เธอกลายเป็นหญิงสาวแต่งกายทันสมัยและงดงามอย่างที่สุด   อีกทั้งยังอ่อนหวานเสียจนไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า   อะไรกันแน่ที่ทำให้เธอเปลี่ยนรูปลักษณ์และ กิริยามารยาท   รวมถึงวิธีการพูดจาไปได้มากมายถึงเพียงนี้   ภาพของสาวน้อยทะมัดทะแมง   ผู้ชอบแต่งกายและเจรจาคล้ายเด็กผู้ชาย   ไม่หลงเหลือร่องรอยให้เห็นอีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม   เธอก็ยังทำให้ผมประทับใจได้อยู่ดี   จนต้องลงความเห็นว่า   เธอคือความงดงามสุดท้ายที่ยังมีชีวิตและหลงเหลืออยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้   ดูสิ   รอบ ๆ ตัวเธอเต็มไปด้วยประกายของความร่าเริงให้หลงใหล   ผมถึงกับบอกตัวเองว่า กำลังมีความสุขอีกครั้งหนึ่งกับคนรักที่หายสาบสูญไปนาน   จากนั้นก็อดยิ้มให้กับความคิดดังกล่าวไม่ได้   ระหว่างเฝ้าดูเธอในชุดเดรสสั้นสีครีมอย่างชื่นชม   ขณะนั้นวาปีกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่บนเสื่อญี่ปุ่น   โดยมีโต๊ะไม้เตี้ย ๆ ขวางกั้นระหว่างเธอกับผมเอาไว้เท่านั้น   เธอใช้ตะเกียบคีบอาหารขึ้นมากัดคำเล็ก ๆ ด้วยท่าทางน่ารัก   และบอกว่าเธอกำลังหิวเหมือนเด็กตะกละเลยทีเดียว

“งานยุ่งตั้งแต่เช้าค่ะ  วาเลยได้ดื่มแค่กาแฟร้อนกับขนมปังปิ้งนิดหน่อย”   เธออธิบาย 

ผมพยักหน้าและรับฟังด้วยรอยยิ้ม   หัวใจเปี่ยมสุขทำให้ไม่อยากแตะต้องอาหารบนโต๊ะเลย   นาน ๆ ครั้งจึงจะคีบปลาดิบขึ้นมาใส่ปากตามคำคะยั้นคะยอของเธอ   และหลายครั้งก็ยกถ้วยเหล้าสาเกขึ้นดื่มเพื่อข่มอารมณ์อ่อนไหว

น่าแปลกที่ภายในความพึงพอใจก็ยังคงมีความโศกเศร้าปรากฏอยู่   แม้จะเบาบางจนแทบไม่ทันสังเกต   แต่มันก็ดำรงอยู่ภายในนั้นอย่างแน่นอน

“ใจคอเจตน์จะปล่อยให้วาอ้วนอยู่คนเดียวหรือคะนี่” วาปีเอียงหน้าถามพลางหัวเราะเบา ๆ   แก้มแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์เหล้าในถ้วยเซรามิคสีขาว   ยิ่งทำให้ใบหน้าของเธอดูน่าหลงใหลมากขึ้น

ผมบอกเธอว่าไม่ค่อยหิวเท่าไรนัก   ก่อนหน้านี้ไม่ได้ตั้งใจมากินอาหารญี่ปุ่นให้เต็มที่   เพีียงหวังดื่มเหล้าให้เมามาย   และสนุกไปกับการท่องเที่ยวในโลกแห่งความนึกคิดของตัวเองตลอดช่วงบ่าย   ทว่าตอนนี้มันก็ไม่สำคัญอะไรอีกแล้ว   เมื่อเธอขับรถมาหาผมที่ห้องอาหารแห่งนี้   ผมสามารถกล่าวได้ว่ากำลังรู้สึกเป็นสุขอย่างเหลือเกิน   แต่ความสุขอันท่วมท้นนี้ก็ทำให้ผมไม่อาจวางใจได้อย่างเต็มที่ว่านี่คือความจริง   ผมไม่ต้องการฝันเห็นเธอเหมือนเช่นที่แล้วมาอีกต่อไป

“ช่วยเล่าเรื่องของเจตน์ให้วาฟังหน่อยสิ   นะคะคนดี วาอยากฟัง   หลายปีมานี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง   หลังจากที่เรา…เราแยกย้ายจากกันไปตามเส้นทางของตัวเอง   เส้นทางที่วาเคยคิดว่าจะเป็นทางคู่ขนานแล้วเสียอีก”

ทำไมวาปีถึงได้ถามในสิ่งที่ผมไม่ต้องการจะพูดถึงนะ ผมคิด   สีหน้าของผมคงแสดงอาการไม่สบายใจขึ้นมากระมัง   เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง

“ไม่อยากเล่าใช่ไหมคะ   ไม่เป็นไร”   เธอทำเสียงออดอ้อนเอาใจ   “งั้นขอวาถามอะไรสักข้อเถอะ   ขอโทษนะ   เจตน์มีครอบครัวหรือยังคะ”

คำถามของเธอทำให้หัวใจของผมสั่นไหวราวกับลูกนกกำพร้าในฤดูหนาวที่พลัดตกจากรัง   และจำต้องนอนรอความตายอยู่บนพื้นดินเย็นยะเยือก 

“ยังเลย   จะแปลกไหมที่เราไม่คิดถึงเรื่องแต่งงาน   ที่จริงก็ไม่รู้จะแต่งกับใครด้วยนั่นแหละ   วาถามทำไมหรือ   รึว่าจะขอเราแต่งงาน”   กล่าวถึงตรงนี้ผมก็อดหัวเราะอย่างขมขื่นไม่ได้   “จริงสินะ   ครั้งหนึ่งเราสองคนเคยคิดจะใช้ชีวิตร่วมกันมาแล้ว ไม่แน่   ถ้าตอนนี้วาขอเราแต่งงาน   เราอาจยอมทำตามเงื่อนไขของวาทุกข้อก็เป็นได้   ว่าแต่สมัยนี้ผู้หญิงขอผู้ชายแต่งงานได้หรือยังล่ะ”   เหล้าสาเกพาให้ผมพูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

วาปีทอดสายตาลงต่ำดูถ้วยสาเก   ใบหน้างดงามก้มตามเล็กน้อย   เรือนผมสีน้ำตาลเข้มยาวสลวยตกลงมาคลุมอกเสื้อเอาไว้บางส่วน   ผมรับรู้ได้ถึงความเศร้า   มันแผ่ซ่านและค่อย ๆ พองตัวห่อหุ้มร่างของเธอกับผม   ทั้งหมดนี้รวดเร็วเสียจนไม่อาจดิ้นรนหลบหนีไปไหนได้

“วาแต่งงานได้สองปีแล้วค่ะ”

ราวกับถูกตีเข้าตรงหัวใจอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุด   ด้วยอาวุธอะไรสักอย่างหนึ่งจากคนที่เคยรักผม

“ยินดีด้วยนะวา”   ผมทำได้เพียงแค่พูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว   แล้วยกถ้วยสาเกขึ้นดื่มจนหมด   ก่อนจะฉีกยิ้มออกมา   ทว่ากระจกเงาสลักลวดลายญี่ปุ่นภายในห้องรับรองส่วนตัว   ก็ทำให้มองเห็นรอยยิ้มซึ่งดูไม่ต่างจากรอยยิ้มบนหน้ากากดินเผาที่ผมเคยปั้นเอาไว้   ต้นแบบของมันคือใบหน้าของคนที่ตายไปแล้ว

“ไม่เห็นจะมีอะไรให้น่ายินดี”   วาปีส่ายหน้าช้า ๆ   ดูสลดลง   “เราจะดีใจไปทำไมกันล่ะ   ถ้าชีวิตแต่งงานมีเพียงความแห้งแล้ง   ผู้หญิงเราจะไม่เหงาหรอกหรือคะ   ถ้าต้องรู้สึกเหมือนใช้ชีวิตอยู่บนเตียงสมรสตามลำพังมายาวนาน   วาไม่เคยมีความสุขเลย   วายังคงคิดถึงเจตน์อยู่เสมอ”

ขนตางอนยาวของเธอเปียกชื้น   ดวงตาคู่นั้นวาววามด้วยหยาดน้ำใส ๆ ที่ใกล้จะเอ่อท้นออกมา   แล้วด้วยไม่ทันยับยั้งชั่งใจกับสติอันเลือนราง   หากมันพอจะใช้เป็นข้ออ้างสำหรับชายธรรมดาคนหนึ่ง   ที่อดใจไม่ได้จนต้องเอื้อมมือข้ามโต๊ะไปกุมมือภรรยาของชายอื่นไว้   รสสัมผัสทำให้หัวใจของผมสั่นสะท้านราวกับลมร้อนและลมหนาวได้พัดผ่านมาพบกัน   จนแทบจะทำให้ผมล้มตัวลงนอนป่วยไข้เสียในเวลานั้น

เธอกับผมต่างจ้องมองเข้าไปในดวงตาของกันและกันเหมือนเช่นวันคืนในอดีต

.

.

หลังการนัดพบกันในครั้งนั้นผ่านไปได้เพียงไม่กี่วัน  วาปีได้โทรศัพท์มาหาผมที่อพาร์ทเมนท์   มันเป็นเวลาเดียวกับที่ผมเพิ่งจะฟื้นจากอาการดุจคนป่วยที่นอนซมด้วยพิษไข้   ผมแทบจะไม่ได้ลุกจากที่นอนเลย   มิหนำซ้ำยังไม่ได้ไปทำงานอีกด้วย   ชีวิตแต่ละวันหมดไปกับการครุ่นคิด   ราวกับว่าตัวตนของผมดำรงอยู่ในโลกกึ่งจริงกึ่งฝัน   บางขณะรู้สึกตัวดี   บางขณะกลับฝันว่าตัวเองวิ่งวุ่นอยู่ในดินแดนประหลาด

“ทำอะไรอยู่คะคนดี   วันอาทิตย์อย่างนี้ไม่ออกไปเที่ยวไหนหรือคะ”   น้ำเสียงสดใสถามมาตามสาย   “วากำลังเหงาอยู่พอดี   เราสองคนไปเที่ยวกันดีไหมคะ   บ้านเจตน์อยู่ไหนล่ะ   บอกมาเร็ว ๆ   วาจะได้ขับรถไปรับ”

“ห้องพักต่างหาก   เรามีบ้านอยู่ที่ไหนกัน”   การได้รับโทรศัพท์และได้ฟังเสียงเธออีกครั้ง   ทำให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก

“มันก็เหมือนกันนั่นแหละจ้ะ   เราอยู่ที่ไหน   ที่นั่นก็คือบ้านไม่ใช่หรือ   เพียงแค่รูหนูที่เปี่ยมสุขอาจเป็นบ้านที่แท้จริงมากกว่าคฤหาสน์อันเงียบเหงาก็เป็นได้   วารู้เรื่องนี้ดี”

วินาทีนั้นเองที่ผมรู้สึกได้ถึงความพ่ายแพ้ต่อความปรารถนา   ยอมรับว่าคิดถึงเธอและดีใจมากหากจะได้พบกันอีก

“กี่โมงแล้วล่ะตอนนี้”   ผมเอ่ยถามไปทางโทรศัพท์ พลางเหลียวมองนาฬิกาบนผนังห้อง   “บ่ายโมงแล้วรึนี่   เอาเถอะ ไปเที่ยวกันก็ได้   แล้ววาอยากไปไหนล่ะ”

“ไปทะเลดีไหมคะ   วาอยากไปทะเล   วาอยากอยู่ใกล้เจตน์ที่ริมทะเลของเรา   เจตน์คะ   คิดถึงทะเลของเราหรือเปล่า คิดถึงเหมือนกับที่วาคิดถึงอยู่เสมอใช่ไหม”

ภาพของหาดทรายอันมีชีวิตชีวาซึ่งแสงเรืองรองสีทองของดวงตะวันเปล่งประกายอยู่เสมอ   ทั้งในฤดูร้อน   ฤดูฝน   และฤดูหนาว   ท้องทะเลต่างก็งดงามไม่แพ้กัน   ในแต่ละโมงยามที่แปรเปลี่ยนสีสันไป   จากสีเขียวกลายเป็นสีคราม   จากสีครามเปลี่ยนเป็นน้ำเงิน   ภาพเหล่านี้ปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัดในห้วงความคิด ผมยิ้มทั้ง ๆ ที่รู้สึกเศร้า   ทำไมผมจะจำสถานที่แห่งนั้นไม่ได้ล่ะ เหตุการณ์ในวันที่เธอบอกลาราวกับเพิ่งเกิดขึ้น   อีกไม่นานเธอกับผมจะได้กลับไปเยือนสถานที่แห่งนั้นอีกครั้งหรือนี่   ทว่าจะกลับไปเพื่ออะไรกันเล่า

“เดี๋ยววาจะขับรถไปรับนะคะ   ขอตัวเตรียมอาหารสำหรับปิกนิกของเราก่อน   ว่าแต่จะให้วาไปรับที่ไหนล่ะเจตน์ คราวก่อนวาขอขับรถไปส่ง   เจตน์ก็มัวทำเป็นเล่นตัว   ทั้งที่เมาแทบไม่รู้เรื่อง   เจตน์นะเจตน์”   พูดจบเธอก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดีราวกับว่ากำลังมีความสุขเช่นกัน

ผมอธิบายถึงเส้นทางมายังห้องเช่า   เข้าใจกันดีแล้วก็วางหูโทรศัพท์   จากนั้นลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ   เมื่อผ่านหน้าต่างกระจกที่เปิดอ้ารับกระแสลมจากภายนอก   ผมก็ต้องหยุดชะงักพร้อมกับอดมองออกไปไม่ได้ 

โลกที่ผมเห็นอยู่ในเวลานี้หาได้เหมือนภายในห้องพักไม่ ท่ามกลางหมู่ตึกสูง   บนท้องถนนกำลังคับคั่งด้วยยวดยานหลากสีเหมือนที่เคยเป็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   สรรพเสียงในเมืองหลวงอันก่อตัวขึ้นจากเครื่องยนต์กลไกและกิจกรรมของผู้คนยังคงส่งเสียงอื้ออึง   

ผมมองดูควันพิษซึ่งรวมตัวกันเป็นหมอกหนาแน่นอยู่บนท้องฟ้า   แล้วนึกดีใจที่อีกไม่นานจะได้กลับคืนสู่ทะเล   ผมจะสูดกลิ่นหอมอันอ่อนหวานของท้องทะเลให้สมกับที่ห่างเหินไปนาน แม้จะรู้สึกสังหรณ์ใจว่าอาจได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดยิ่งกว่าเก่า

ผมถอนหายใจระหว่างทอดสายตามองทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ของเมืองหลวง   ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างเงียบงัน

.

.

ดวงอาทิตย์สีแดงเหมือนสีของดอกชบากำลังลอยเรี่ยอยู่เหนือเส้นขอบฟ้า   หลายครั้งดูซีดสลัวมัวหม่นเนื่องจากถูกเมฆหมอกบดบังบางส่วนเอาไว้   อีกฟากหนึ่งของท้องฟ้าเต็มไปด้วยเกร็ดเมฆเป็นสีชมพูสว่าง   ดูคล้ายกลีบดอกเฟื่องฟ้ากำลังโปรยปรายอยู่ในกระแสลมอันอ่อนหวาน   แล้วกระแสลมที่พัดโชยมานี้เองก็ทำให้รู้สึกเย็นสดชื่นยิ่งนัก

วาปีกับผมได้กลับมาอยู่ใกล้กันอีกครั้งหนึ่ง   ขณะนั้นเธอกำลังจัดอาหารอยู่บนผ้ายางลายตารางหมากรุกสีขาวสลับดำที่เตรียมมาด้วย   ดูเหมือนเธอตั้งใจมากกับการเดินทางมาเที่ยวทะเลในครั้งนี้   จนถึงกับลงมือทำสลัดผักและไก่ทอดใส่กล่องมาจากบ้าน   นอกจากนั้นยังมีเหล้าสาเกขวดใหญ่สำหรับผม   และกาแฟร้อนในกระติกโลหะสำหรับเธอ

“ทุกจานอร่อยระดับเชฟมาเองเลยนะคะ”   วาปีเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มอันเบิกบาน
เดี๋ยวนี้ผมเริ่มเคยชินกับความอ่อนหวานเป็นพิเศษของวาปีแล้ว   นั่นทำให้ผมไม่อยากละสายตาไปจากใบหน้าของเธอเลย ผมอยากจ้องมองเช่นนี้ตลอดไป   น่าเสียดายที่ในความเป็นจริงผมไม่มีสิทธิ

ผมนั่งกินสลัดผักกับไก่ทอดโดยไม่ได้พูดจาอะไรมากนัก ส่วนใหญ่เป็นวาปีที่คุยอยู่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า   ผมนิ่งฟังด้วยหัวใจเป็นสุข   ทว่าบางครั้งก็ใจลอยคิดถึงเรื่องราวในอดีตเพื่อจะเป็นทุกข์เช่นเดิม   บางทีการได้รู้สึกถึงความทุกข์ก็ทำให้คนเราไม่ลืมตัวและลืมความเป็นจริงของชีวิต   อย่างเช่นผมในเวลานี้ที่เกือบจะลืมความจริงเกี่ยวกับวาปีไปเสียแล้ว

.

.

“วารู้ได้ยังไงว่าเราทำงานอยู่ที่ไหน” 

หลายวันก่อนในร้านอาหารญี่ปุ่น   ผมได้ถามวาปีอย่างใคร่รู้   ในเวลาต่อมาจึงทราบเรื่องราวเกี่ยวกับบริษัทโฆษณาของเธอ   เธอยังคงทำงานด้านโฆษณามาโดยตลอด   ปัจจุบันมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัทตัวแทนโฆษณาร่วมกับสามี   เธอดูแลฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์   ขณะที่สามีของเธอบริหารบริษัทในภาพรวม 

วาปีเล่าว่า   วันหนึ่งเธอได้อ่านนิตยสารที่ผมทำงานให้ แล้วเกิดความประทับใจในข้อความโฆษณานาฬิการาคาแพงยี่ห้อหนึ่ง   ชอบมากถึงขนาดทำให้เธอต้องตัดออกมาติดไว้บนบอร์ดข้างโต๊ะทำงาน   จากนั้นเมื่อมีเวลาว่างก็โทรศัพท์ไปสอบถามบรรณาธิการว่าเป็นฝีมือของใคร

“ไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลยค่ะ   ว่าวาจะมีโอกาสได้ยินชื่อของเจตน์อีกครั้ง   ราวกับว่าพระเจ้าได้ลิขิตให้ชีวิตของเรากลับมาพบกัน…”

วันนั้นคำพูดนี้ทำให้ผมอยากดึงร่างของเธอเข้ามากอดแนบอก   กอดเหมือนกับที่เคยกอดในอดีต   ทว่าภายในใจรู้สึกเศร้าจนต้องดื่มเหล้าสาเกเป็นการระบายอารมณ์ 

.

.

“ใจลอยไปถึงไหนแล้วคะ” 

ท่ามกลางสายลมเย็นและเสียงคลื่นซัดดังครืน ๆ จากท้องทะเล   วาปีเรียกผมเสียงเบาพร้อมกับเอื้อมมือมากุมมือของผมเอาไว้ 

“ใจคอจะจมอยู่ในความคิดของตัวเอง   แล้วปล่อยให้วานั่งกินอาหารพวกนี้คนเดียวหรือคะ   คนดี”

ผมค่อย ๆ แกะมือนุ่มนิ่มออกจากการเกาะกุมที่ชวนให้ปั่นป่วนหัวใจ   แม้จะรู้สึกเหมือนเด็กน้อยผู้จำต้องโยนไอศครีมซึ่งแอบซื้อมาทิ้งไป   เพราะแม่บังเอิญมาพบเห็นเข้า   หลังจากเคยสั่งห้ามกินเด็ดขาดเนื่องจากเพิ่งหายไข้   ผมเองก็ได้ยินเสียงห้ามปรามแว่วมาจากที่ใดที่หนึ่งเช่นกัน

“รังเกียจมือของวานักหรือคะ”   วาปีถามเสียงสั่น

ประกายวับวาวของหยาดน้ำตา   รวมถึงน้ำเสียงของเธอ ทำให้หัวใจของผมหวั่นไหว   จึงได้แต่รู้สึกเงอะงะสับสนจนไม่รู้จะพูดอะไรออกไปถึงจะเหมาะสม

“ถ้าไม่ใช่เพราะเจตน์   วาก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้”   เธอตัดพ้อ   น้ำตาร่วง

“เป็นความผิดของเรางั้นหรือ”   ผมย้อนถามด้วยความสงสัย

วาปีหลบสายตาของผมด้วยการก้มหน้าลง   มือข้างหนึ่งของเธอเท้าอยู่บนผ้ายาง   ส่วนอีกข้างวางลงบนหัวเข่ากลมมนซึ่งโผล่พ้นออกมาจากชายกระโปรงสีชมพูอ่อน   ร่างนั้นนิ่งราวกับงานประติมากรรมกระเบื้องเคลือบชั้นดี   ผมมองด้วยความหลงใหลใจหวาม   ครั้นตั้งสติได้ก็เตือนตัวเองว่าเธอคือเพื่อนเก่าเท่านั้น

“ถ้าไม่ใช่เพราะเจตน์ดื้อรั้น” 

เธอเงยหน้าขึ้นและพูดด้วยเสียงอันแผ่วเบา “จริง ๆ นะ   ถ้าครั้งนั้นเจตน์ยอมทำตามที่วาบอก   เราสองคนก็คงได้เข้ากรุงเทพฯ มาทำงานด้วยกัน   เมื่อไม่ต้องแยกจากกัน   ผู้ชายที่วาแต่งงานด้วยก็จะต้องเป็นเจตน์อย่างแน่นอน   แล้วในความเป็นจริงเกิดอะไรขึ้นล่ะ   เจตน์ไม่ยอมทำตามคำขอร้องของวาเลย   เอาแต่อ้างถึงคำสั่งของพ่อที่แสนจะเพ้อฝัน   ในเวลานั้นเจตน์ไม่ได้อยู่ในโลกของความเป็นจริงเสียด้วยซ้ำ   ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเหมือนเดี๋ยวนี้   นี่ไงคะ   ถึงเป็นเหตุให้วาต้องแต่งงานไปกับคนอื่น   ซึ่งทุกวันนี้ไม่เคยใส่ใจภรรยาของเขาเลยแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่ความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าครอบครัวเขาทำได้ดี   ใช่ค่ะ   เขาหาเงินเก่งตามแบบฉบับของเศรษฐีทั้งหลาย   นั่นทำให้เขาอ้างเรื่องงานมาแก้ตัวได้เสมอ   เมื่อถึงเวลาที่…ที่…น่าอายเหลือเกิน ถ้าวาจะต้องมาพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ให้เจตน์หรือใครรับรู้   วา…ช่างเถอะค่ะ   พูดไปก็น่าอายจริง ๆ ด้วย   วาไม่ควรเล่าเรื่องส่วนตัวของสามีให้ใครฟัง   อย่างน้อยเขาก็ยังเป็นสามีตามกฎหมายของวาอยู่”

คำพูดอันยืดยาวของวาปีทำให้ผมนิ่งอึ้งอยู่นาน   รู้สึกสงสารเธอขึ้นมาจับใจ   แม้ไม่อาจเข้าใจในถ้อยคำของเธอได้ทั้งหมด   แต่อย่างน้อยนั่นทำให้ผมกล้าเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเธอ   ดูสิ   เส้นผมสีน้ำตาลของเธอนุ่มละมุนเสมอ   ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะใด   สั้นหรือยาว   ผมยังคงจดจำรสสัมผัสได้ไม่เคยลืม

วาปียิ้มทั้งน้ำตา   รอยยิ้มของเธอดูสว่างไสวจนขับไล่ความมืดมนของความทุกข์โศกให้สลายไปอย่างรวดเร็ว   ดังนั้นเมื่อเธอโถมร่างเข้าโอบกอดผมไว้อย่างรวดเร็ว   ผมจึงไม่อาจหลบเลี่ยงหรือทันกล่าวเตือนสติเธอ   ได้แต่ยอมรับและปล่อยตัวปล่อยใจให้จมอยู่ในห้วงของความสุข   นานเท่าที่ใจของคนสองคนต้องการ

ความรู้สึกพึงพอใจทั้งหมดนี้คงเกิดจากการได้นำอดีตหวนกลับมาอีกครั้ง   ทว่าในรสสัมผัสอันอ่อนหวานซ่านซึ้ง   มีอยู่ครั้งหรือสองครั้ง   ที่ผมพยายามขัดขืนต่อความพึงพอใจที่เกิดขึ้น แต่ต้องยอมรับว่านี่ไม่ใช่เรื่องจะเอาชนะได้โดยง่ายเลย   รสจูบช่างเย้ายวนป่วนปั่นหัวใจ   ราวกับการจุมพิตครั้งแรกของหนุ่มสาวซึ่งรักกันมาก   แรงพิศวาสนั้นเล่าก็คอยล่อลวงทุกคนที่เผลอไผลให้ตกอยู่ในห้วงรักเสมอ

นานแค่ไหนไม่อาจรู้ได้   ก่อนที่ผมจะค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกมา   ทว่ายังคงจ้องมองดวงตาเปี่ยมสุขปนเศร้าของวาปี และโดยที่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร   เธอก็ยื่นหน้ามาจุมพิตผมอีกครั้ง   แล้วหนักหน่วงขึ้นจนกลายเป็นความดูดดื่มซึ้งใจ   ผมปล่อยให้เธอชักนำเข้าสู่ห้วงความสุขที่ห่างเหินไปนาน 

ภายใต้ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มนี้   ผมหวนคิดถึงรสจูบแรกของเราเมื่อหลายปีก่อน   เธอกับผมต่างสอนกันและกันให้ล่วงรู้ถึงความงดงามในรสสัมผัสดังกล่าว   ความประทับใจชั่วชีวิตเคยเกิดขึ้น ณ ริมฝั่งทะเลแห่งนี้   แล้วเมื่อมันเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง   ก็ทำให้ผมยอมพ่ายแพ้ต่อความปรารถนาของตัวเองในที่สุด

.

.

ราวสามสัปดาห์ต่อมา   ผมได้รับการแนะนำให้รู้จักกับคุณทิวา   ในวันที่ผมหิ้วกระเป๋าย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนรับรองหลังหนึ่ง   อะไรกันนะ   ที่ดลใจให้ผมยอมรับปากรับคำวาปีอย่างง่ายดาย   เพียงเพราะเธอต้องการให้ผมมาอยู่ใกล้เท่านั้น   ผมก็ไม่สามารถปฏิเสธคำเรียกร้องของเธอได้เสียแล้ว

เวลานี้คุณทิวากับผมกำลังอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนจิบแชมเปญอยู่บนเตียงไม้สีขาว   ซึ่งตั้งเรียงรายอยู่รอบสระว่ายน้ำภายในบริเวณที่ดินกว้างใหญ่   อันประกอบด้วยคฤหาสน์หรูหราสีครีมสูงสามชั้นเป็นประธาน   มีเรือนรับรองสี่หลังและหมู่ไม้น้อยใหญ่ล้อมรอบ   ผมไม่เคยคิดฝันว่าจะมีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในบ้านที่เปรียบได้กับอาณาจักรแห่งนี้เลย   หากมองจากระยะไกลก็จะเห็นว่าสิ่งก่อสร้างทั้งหมดผุดขึ้นท่ามกลางดงไม้ที่ปลูกไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ   ลักษณะคล้ายป่ารกในเขตร้อนชื้น   ทว่าดูมีเสน่ห์สำหรับคนที่ชื่นชอบการจัดสวนประเภทนี้

แต่เสน่ห์ของสวนดังกล่าวก็ไม่อาจเทียบได้เลยกับความงาม   ซึ่งกำลังเคลื่อนไหวดุจเงือกน้อยในสระน้ำสีฟ้าเบื้องหน้า วาปีในชุดบิกินีสีขาวกำลังสนุกกับการว่ายน้ำด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย ไม่ว่าเธอจะเคลื่อนร่างไปอยู่ตรงมุมไหน   ผมก็สามารถชื่นชมได้ถนัดตาด้วยลำแสงของหลอดไฟใต้น้ำที่สาดส่องขึ้นมา   แม้กระนั้นผมก็ยังต้องพยายามหักห้ามใจไม่ให้จ้องมองเธอนานจนเกินไป เพื่อหันไปสบตากับคุณทิวาเป็นระยะ ๆ   ในระหว่างการสนทนาที่ไม่ค่อยจะมีสมาธิสักเท่าใดนัก   โชคดีที่เขากำลังสนใจของเล่นใหม่บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียง   นั่นก็คือโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้ออิริคสัน   ซึ่งมีขนาดย่อมกว่าเครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วเล็กน้อย   เขาอวดสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่นี้แก่ผม   เยินยอมันต่าง ๆ นานา   ส่วนผมเพียงพูดจาเออออตามใจเขา   เหมือนข้าราชการกำลังประจบประแจงนักการเมืองผู้มีอำนาจ

ชั่วขณะหนึ่ง   ผมอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองช่างเข้ากับชายผู้นี้ได้ดีอย่างน่าประหลาด   แม้นี่จะเป็นการพบกันครั้งที่สองก็ตาม พร้อมกันนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวเองมีบางสิ่งบางอย่างที่เหนือกว่า ทั้ง ๆ ที่มีฐานะเป็นแค่คนอาศัยเท่านั้น   แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ้านกับผู้มาขออาศัยก็ดำเนินไปได้ดีทีเดียว   ผมมองไม่เห็นความหึงหวงจากดวงตาของคุณทิวาเลยแม้แต่น้อย   ไม่ว่าจะเป็นในเวลาที่วาปีแนะนำให้รู้จักกัน   หรือในยามที่เธอแสดงออกถึงความสนิทสนมกับ   “เพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย”   อย่างผม คุณทิวาเองยังกล่าวเป็นเชิงทีเล่นทีจริงด้วยการแก้ให้ว่า   “ความจริงคุณเจตน์เหมาะที่จะเป็นอดีตคนรักสมัยเป็นนักศึกษาของวาปีมากกว่านะ   พวกคุณดูเหมาะสมกันมากทีเดียว”

นี่คงเป็นเพราะว่าผู้ชายสมัยใหม่เช่นคุณทิวาไม่ใส่ใจในอดีตใช่หรือไม่   ผมครุ่นคิด   ยอมรับว่าสามีของวาปีใจกว้างมาก แม้กระทั่งในขณะนั่งเล่นกันอยู่ที่ริมสระว่ายน้ำแห่งนี้   เมื่อเธอเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดบิกินีสีขาวอันเย้ายวนใจ   แล้วเดินนวยนาดอวดรูปร่างอันงามตาออกมาจากห้องน้ำข้างสระ   นั่นก็ทำให้ผมถึงกับเผลอจ้องมองอย่างเคลิบเคลิ้ม   ส่วนคุณทิวาไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาให้เห็น   (หรือว่าแท้จริงแล้วผมไม่ทันสังเกตกันแน่)   ยังคงชวนผมคุยเรื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยไม่มีเบื่อหน่าย   ผมเองเป็นฝ่ายต้องยิ้มเก้อเขิน   ทันทีที่รู้สึกตัวว่าเสียมารยาทจ้องมองภรรยาของชายอื่นนานเกินไป

“ผมชื่นชมวาปีมากทีเดียว   เธอทำงานเก่ง   แถมยังเป็นผู้หญิงที่สะสวยเสียเหลือเกิน   สำหรับผมแล้ว   เธอคืออัญมณีน้ำงามที่ควรค่าแก่การทะนุถนอม   คุณเจตน์เห็นด้วยไหม”

ผมพยักหน้ายอมรับ   ไม่อาจพูดจาโต้ตอบ   ราวกับว่าผมได้กลายเป็นคนใบ้ไปชั่วขณะหนึ่ง   ในขณะนั้นผมพลันเกิดความรู้สึกละอายแก่ใจ   ผมไม่ควรรับปากเธอเลย   การยอมทำตามความปรารถนาของเธอเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือ   เพียงแค่เธอยื่นข้อเสนอให้ผมลาออกจากงานนิตยสาร   แล้วย้ายมาอยู่บริษัทของเธอในตำแหน่งนักเขียนบทโฆษณา   (หรือตำแหน่งอะไรก็ได้ตามที่ผมต้องการ)   ผมก็รีบงับเหยื่ออันโอชะนั้นทันที

“เราสองคนจะได้ไม่ต้องจากกันไปไหนอีก   เจตน์กับวาจะดูแลกันและกันตลอดไป   เราจะเป็นเพื่อนที่เข้าใจกันค่ะ   ตกลงนะคะ   คนดี”

คำพูดจาหว่านล้อมของเธอทำให้ผมลืมหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ควรลืม   คำตอบตกลงหลุดออกจากปากราวกับว่ามันเป็นความต้องการของผมอยู่แล้วตั้งแต่ทีแรก   ทว่าความจริงก็คือทุกคนที่มีโอกาสอยู่ต่อหน้าเธอ   ย่อมรับรู้ว่าคำอ้อนวอนของเธอนั้นยากต่อการปฏิเสธเพียงใด   เว้นเสียก็แต่คุณทิวาคนเดียวเท่านั้นกระมัง   (ตามที่เธอเคยเล่า)

“คุณเจตน์คิดว่าผมเป็นผู้ชายที่น่าอิจฉาหรือเปล่า   ดูภรรยาของผมสิ   นอกจากจะมีใบหน้าที่สวยงามเข้าขั้นแล้ว   รูปร่างก็ยังเซ็กซี่ไม่น้อยเลยทีเดียวนะ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ผมเผ้าเนื้อตัวเปียกน้ำอย่างนี้   คุณเจตน์เห็นด้วยไหมครับ”

ในเวลานั้นผมคงยิ้มอย่างซีดเซียวกระมัง   จึงได้แต่ส่งเสียงงึมงำออกไปแทบไม่เป็นภาษา   และรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นไข้ขึ้นมาอีก

“นี่ถ้าไมค์อยู่ด้วยก็ดีสิครับ   คุณเจตน์คงยังไม่รู้จักไมค์ซีนะ”   คุณทิวาพูดพลางทำสีหน้าเหมือนเสียดายจริง ๆ   “เขาไปทำธุระทางภาคใต้ได้สองสามเดือนแล้ว   ไม่รู้จะกลับมาเมื่อไหร่   ไมค์เป็นคนที่สามารถพรรณนาความงามของวาปีให้ผมฟังได้ราวกับกวีเลยทีเดียว   เมื่อเขากลับมาแล้ว   ผมจะแนะนำให้พวกคุณได้รู้จักกัน   ผมว่าคุณเจตน์ต้องชอบเขาแน่นอน   วาปีเองก็เข้ากันได้ดีกับไมค์   ไม่ต่างจากเพื่อนสนิทเลย   อา…อีกหน่อยบรรยากาศในบ้านเราจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานอย่างล้นเหลือ   ขอให้ไมค์กลับมาก่อนเถอะ   พวกเราจะจัดงานเลี้ยงกัน   เชิญแขกมาสักร้อยหรือสองร้อยคนให้ครึกครื้น   ต้องสนุกแน่   การมาอยู่ที่นี่ของคุณเจตน์นับเป็นเรื่องวิเศษจริง ๆ   ทำให้ผมกับภรรยามีความสุขมาก” ประโยคท้ายคุณทิวาหันหน้ามามองผมด้วยสายตาอ่อนโยน

ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรออกไป   วาปีก็เดินมาถึงบริเวณที่เรากำลังนั่งเล่นกันอยู่   เธอทรุดร่างอันงามสะพรั่งนั่งลงบนเตียงตัวที่อยู่ใกล้ผมมากที่สุด“คุยอะไรกันอยู่หรือคะ”   เธอถาม   น้ำเสียงนั้นอ่อนหวานมากเสียจนดูราวกับกำลังเสแสร้ง

“ก็คุยกันตามประสาผู้ชายนั่นแหละ   ผมถามคุณเจตน์ว่ารู้จักไมค์หรือเปล่า   น่าเสียดายที่พวกเขายังไม่รู้จักกัน”

วาปีเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง   แต่ก็แค่วินาทีเดียวจากนั้นก็ฉีกยิ้มสวยเก๋ให้ผมยามสบตากัน   มีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น   ทว่าผมไม่อาจเข้าใจ

“อีกหน่อยก็ต้องได้รู้จักกันค่ะ   ไมค์นิสัยดีออก   ไม่มีทางเลยที่เจตน์จะไม่สนิทกับเขา   ไมค์เป็นหุ้นส่วนของบริษัทเรามานานแล้วค่ะ   ถ้านิสัยไม่ดีจริง   ทิวาไม่มีวันให้เข้ามาทำงานร่วมกันแน่   จริงไหมคะ”

“จ้ะ  ที่รัก   ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง   ตั้งแต่เด็กแล้ว   ทุกคนรอบตัวผมล้วนนิสัยดี   สังคมของผมเป็นสังคมที่ดีมาโดยตลอดครับ”   คุณทิวาพยักหน้า   “แต่ก็นั่นแหละ   ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก   ตราบใดที่ยังมีความต้องการมากเกินไป”   ตอนท้ายน้ำเสียงของคุณทิวาฟังดูเหมือนมีสำเนียงเยาะเย้ย    เช่นเดียวกับรอยยิ้มซึ่งปรากฏขึ้นตรงมุมปาก

“ค่ะ  ปุถุชนก็เป็นเช่นนั้นเสมอ”

.

18 ชั่วโมงที่แล้ว

บนเก้าอี้ไม้ภายในห้องนอน ผมนั่งกอดเข่าอย่างซังกะตาย ก่อนหน้านี้ผมได้เดินลัดเลาะผ่านดงไม้อันรกครึ้มและอากาศเย็นยะเยือก เพื่อกลับมาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายชุดใหม่ที่เรือนรับรอง ใช้เวลาไม่นานนักก็จัดการเรื่องต่าง ๆ จนเสร็จเรียบร้อย

ครั้นมองดูนาฬิกาบนผนังห้องเหนือหัวเตียงก็เห็นว่ายังมีเวลาอีกเหลือเฟือ   ความจริงผมต้องการพักผ่อนอยู่ในความสงบมากที่สุด   อย่างไรก็ตาม   เมื่องานเลี้ยงต้อนรับหุ้นส่วนคนสำคัญของบริษัทเริ่มขึ้น   ผมก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องออกไปพบปะผู้คน   ตามความต้องการของวาปีกับสามีของเธอ

ท่ามกลางความเงียบรอบเรือนรับรอง   มันยิ่งเงียบมากขึ้นเมื่อเข้ามาอยู่ภายในห้องนอน   เสียงที่พอจะได้ยินบ้างถ้าเงี่ยหูฟังก็คือเสียงใบไม้ในสวนไหวส่ายไปมา   บางขณะก็จะได้ยินเสียงนกร้องด้วย   มันอาจเป็นนกตัวที่หลุดออกจากกรงอันปลอดภัยเพื่อมาเสี่ยงอันตรายอยู่ในโลกภายนอก   

น่าแปลกที่เสียงดังหึ่ง ๆ ของเมืองใหญ่ไม่ได้รุกล้ำกล้ำกรายเข้ามาถึงที่นี่เลย   ความเงียบทำให้ผมปล่อยใจล่องลอยไปไกล

นับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ราวหนึ่งเดือน   สมองของผมก็ดูจะเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายให้ขบคิดวนไปเวียนมาไม่รู้จบสิ้น   อันที่จริงผมพยายามทำงานหนักเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งจมอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง   ผมไปทำงานที่สำนักงานซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของตึกหลังใหญ่แทบทุกวัน   เว้นก็แต่วันอาทิตย์เพียงวันเดียว   ซึ่งเป็นวันที่วาปีได้มอบเวลาแทบจะทั้งหมดให้แก่ผม   นี่คือช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ผมเป็นสุขและทุกข์อย่างลึกซึ้ง

หลายต่อหลายครั้งผมปรารถนาจะหลีกหนีไปให้ห่างจากความรู้สึกดังกล่าว   ทว่ายิ่งนานวันเข้าผมก็ยิ่งถลำลึกลงไปมากขึ้นทุกที   บัดนี้ครึ่งหนึ่งของชีวิตคือความเจ็บปวดและความเศร้า เรื่องคงง่ายขึ้น   ถ้าเพียงแต่วาปีจะเลิกรากับคุณทิวาผู้แสนดีเสียก่อน   แต่เธอจะยอมปล่อยสามีผู้มั่งคั่งไปง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ ด้วยเหตุนี้เอง   ผมจึงไม่เคยกล้ายื่นข้อเสนอใด ๆ แก่เธอ   เพราะไม่ต้องการอ้าแขนออกรับความผิดหวังซ้ำสอง   หากเธอปฏิเสธ

แน่ะ  ฟังสิ   ดนตรีเริ่มต้นบรรเลงแล้ว   เสียงจากเครื่องสายอันไพเราะล่องลอยมาตามสายลมหนาวจากบริเวณสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์   สำเนียงของมันมีลักษณะของการเชื้อเชิญ ทว่าไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกระตือรือร้น   หรือเตรียมตัวรับความสนุกสนานจากงานเลี้ยงแต่อย่างใด

“เดี๋ยววาจะขับรถไปรับไมค์ที่สนามบินก่อนนะคะ   เขาจะมาถึงตอนเย็น   แล้วพวกเราค่อยสนุกกันให้เต็มที่   เจตน์อย่าลืมแต่งตัวหล่อ ๆ ด้วยนะ   คนที่วาจะแนะนำให้รู้จัก   เขาชอบคนแต่งตัวดีค่ะ”   วาปีกล่าวแก่ผมเมื่อตอนบ่าย

ความจริงผมอยากบอกเธอว่า   ผมไม่ต้องการรู้จักใครอีกแล้ว   ผมปรารถนาจะอยู่กับเธอคนเดียวมากกว่า   แต่ไม่อาจพูดออกไปได้   คนเรามักเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ   ไม่สามารถพูดทุกสิ่งทุกอย่างตามใจตัวเอง   ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษารอยยิ้มของผู้คนตรงหน้าเราเอาไว้   ยอมถนอมน้ำใจกันเพื่อผลประโยชน์ต่าง ๆ   จริงสินะ   มีเหตุผลมากมายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างเพื่อสงบปากของเราเสมอ   แม้ว่าภายในใจแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้วก็ตาม

เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มหงุดหงิด   ผมจึงลุกจากเก้าอี้ก้าวเดินอย่างช้า ๆ ตรงไปล้มลงนอนคว่ำหน้าเหยียดยาวบนเตียงนอน   ผมปล่อยใบหน้าฝังลงไปบนหมอนอันนุ่มนิ่มเหมือนที่เคยชอบทำในวัยเด็ก 

โสตประสาทยังคงได้ยินเสียงดนตรีดังขึ้นเรื่อย ๆ คล้ายเตือนว่า   ถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกไปเสนอหน้าต่อผู้คนที่ผมไม่รู้จัก   หรือถึงแม้รู้จัก   ทว่าไม่คุ้นเคยกัน   ผมไม่อาจทำใจให้เคยชินกับประโยคสนทนาสำเร็จรูปของผู้คนในมหานครอันใหญ่โตนี้ได้เลย   ความต้องการที่แท้จริงของการพูดคุยก็แค่สื่อสารกับมิตรสหาย   แต่ผมไม่มีใครอีกแล้วนอกจากวาปีคนเดียว   นี่ช่างเป็นการเข้าสังคมที่น่าเบื่อหน่าย   ผมอยากพาเธอไปอยู่ที่ริมทะเลของเรามากกว่า   และถ้าไม่ต้องกลับมาอีกเลยก็จะเป็นเรื่องวิเศษที่สุด

เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะข้างหัวเตียงทำให้ผมตะแคงตัวมองออกไปทางช่องหน้าต่าง   บัดนี้ใกล้ค่ำแล้ว   ท้องฟ้าเรืองรองเป็นสีทองสุกสว่าง   ลำแสงสีส้มสลัวสาดส่องเข้ามาเฉียง ๆ และตกลงบนที่นอน   นี่ช่างเป็นลำแสงที่อ่อนจางบางเบาเสียเหลือเกิน   ร่างซีกหนึ่งของผมจมอยู่ภายใต้ลำแสงอันซีดเซียวนี้

“…”   ผมยกหูโทรศัพท์ขึ้นฟังเสียงโดยไม่พูดอะไร

“ฮัลโหล   นั่นเจตน์หรือ   พร้อมหรือยังคะ   พวกเรารออยู่นะ”

“กำลังจะออกไปแล้ว…”   ผมตอบเสียงเบา

ภายใต้ความเงียบ   ความหนาวเย็น   และความมืดที่แผ่เข้าปกคลุม   ผมตัดใจลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่   จากนั้นเดินออกจากห้องนอนด้วยฝีเท้าเชื่องช้าเหมือนต้องการถ่วงเวลา   แม้ยอมรับว่าต้องการพบเธอ   ถูกต้อง   ผมอยากเห็นหน้าวาปีเสมอ ในแต่ละวันมักอดดีใจไม่ได้   ทุกครั้งที่เห็นเธอแวะเวียนมาที่โต๊ะทำงานของผมซึ่งอยู่อีกห้องหนึ่ง   หลายครั้งเธอชงชาหรือกาแฟมาให้ผมด้วยตัวเอง   ทั้ง ๆ ที่สามารถสั่งสาวใช้ได้   การอยู่ใกล้เธอทำให้ผมหัวหมุนและสุขใจไปพร้อม ๆ กัน

.

17 ชั่วโมงที่แล้ว

แม้หนทางจะยาวไกลเพียงใด หากเราก้าวเดินโดยไม่ล้มเลิกเสียกลางคันหรือก้มหน้าหันหลังกลับ ในที่สุดปลายทางย่อมจะปรากฏให้เห็นอย่างแน่นอน
 
ยามนี้งานเลี้ยงก็อยู่เบื้องหน้าของผมแล้ว แม้ว่าผมไม่ได้ต้องการมาร่วมงานเลี้ยงเลยก็ตาม ถ้าเพียงแต่ผมตัดสินใจเดินกลับไปหมกตัวอยู่ในเรือนพักคงไม่มีใครสนใจ วาปีเท่านั้นที่อาจจะไปตามหาแล้วต่อว่าต่อขาน จากนั้นก็จะยื่นหน้ามาจูบผม ทำให้ผมลุ่มหลงงงงวยในเสน่ห์ของเธอ ก่อนจะดึงมือผมให้เดินตามต้อย ๆ ราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงโง่งม ส่วนเธอคือเจ้าของผู้ถือสิทธิใช้โซ่ล่ามคอชักจูงเอาตามใจชอบ ในความเป็นจริงแล้วผมดิ้นไม่หลุดหรือไม่ยอมดิ้นรนต่อสู้กันแน่ ผมนึกสงสัย 

แขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยงประมาณห้าสิบถึงหกสิบคนต่างยืนออจับกลุ่มคุยกันอยู่กลางสนามหญ้า ทุกคนแต่งตัวหรูหราสมฐานะ ไม่มีคนจนปะปนอยู่ในงานนี้เลยกระมัง นอกจากพนักงานบริการหรือคนรับใช้ 

ดูเอาเถอะ นอกรั้วบ้านตรงนั้น แล้วก็ตรงโน้น ทุกคนสามารถมองเห็นรถยนต์ยุโรปจอดต่อท้ายกันเป็นแถวยาวเหยียด หลังจากที่ลานจอดรถภายในบ้านเต็มหมดแล้ว นับเป็นงานเลี้ยงของคนร่ำรวยอย่างแท้จริง ผมยิ้มอย่างเยาะ ๆ แล้วเจ้าความรู้สึกแปลกแยกก็ก่อตัวขึ้นมาอีก ชักสงสัยว่าคนจนอย่างผมถือสิทธิอะไรเข้ามาอยู่ที่นี่ มิหนำซ้ำยังนำขนหงส์ของเจ้าของบ้านมาห่มคลุมไว้อีกด้วย ความไม่พึงใจทำให้ผมมองหาเครื่องดื่ม ด้วยนึกอยากจะเมาขึ้นมาดื้อ ๆ แล้วเวลานี้คนรักของผมอยู่ที่ไหนกันล่ะ ผมอยากกอดเธอเหลือเกิน (ถ้าไม่มีใครเห็น)

นั่นไง เธอกำลังยืนคู่อยู่กับสามีซึ่งเป็นชายผู้โชคดี ชุดราตรีสั้นสีครีมอ่อนจางและแวววาวที่เธอสวมอยู่นั้น ออกแบบมาเพื่ออวดเนินอกและแผ่นหลังอันขาวนวลเนียน เธอเฉิดฉายอยู่ท่ามกลางแขกเหรื่อชายหญิง ผมถอนหายใจอีกครั้ง ทว่าเป็นไปอย่างโล่งอกที่เธอไม่ได้หันมาเห็นผมเข้า เพราะนั่นจะทำให้ผมต้องเดินเข้าไปทักทาย ต่อจากนั้นเธอก็คงจะแนะนำให้รู้จักกับเพื่อน ๆ ซึ่งไม่มีวันจดจำชื่อของผมได้ หากแม้บังเอิญพบกันเข้าที่ไหนสักที่หนึ่งในวันรุ่งขึ้น ผมรู้ดี คิดได้อย่างนี้แล้วจึงตัดสินใจเดินหลบไปทางซุ้มผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่ที่เป็นบาร์เครื่องดื่ม งานนี้เจ้าภาพเรียกใช้บริการจากโรงแรมหรูหราแห่งหนึ่ง 

ผมถือวิสาสะฉวยขวดแชมเปญเย็นจัดที่เพิ่งจะรินไปได้ราวหนึ่งในสี่ในมือของบริกรคนหนึ่ง พลางคว้าแก้วก้านยาวติดมาด้วย ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของบริกรสองสามคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่ผมไม่ใส่ใจ จะต้องใส่ใจไปทำไมกันล่ะ ในเมื่อชุดสูทสีดำอันหรูหราทำให้ผมมีความมั่นใจ ผิดกับครั้งแต่งตัวมอมแมมเที่ยวพเนจรไปตามท้องถนนสายต่าง ๆ ในเมืองหลวง 

สองขาก้าวเดินดุ่ม ๆ ตรงไปยังโต๊ะสนามสีขาวตัวที่อยู่ไกลสุด มันไกลจากทุกสิ่งทุกอย่างราวกับดาวพลูโตไกลห่างจากพระอาทิตย์อันร้อนแรง เหมือนถูกกำหนดให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวตั้งแต่ครั้งแรกที่พระเจ้าสร้างระบบสุริยจักรวาลขึ้นมา

ดีแล้ว ผมบอกตัวเอง เวลานี้ผมต้องการอยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นกัน มันอาจมีค่าเทียบเท่ากับความสุขเลยก็เป็นได้

.

16 ชั่วโมงที่แล้ว

ไกลออกไปบนเวทีเต้นรำรูปจตุรัสซึ่งปูพื้นด้วยไม้สีน้ำตาลบนสนามหญ้า นักดนตรีในชุดทักซิโด้สีดำจำนวนสามคนกำลังทำหน้าที่ของตนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย 

ผมนึกพึงพอใจที่ได้ปลีกตัวมานั่งตามลำพัง บัดนี้แชมเปญเกลี้ยงขวดแล้ว ผมเหวี่ยงขวดเปล่าข้ามไหล่ไปทางดงเฟิร์นเบื้องหลังอย่างไม่แยแส กำลังลังเลอยู่ว่าจะลุกไปเอามาอีกสักขวดดีไหม หรือว่าควรหลบไปเรือนพักเสียที 
  
ทันใดนั้นเอง ผมก็เห็นชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง สวมชุดสูทสีเข้ม เดินมุ่งหน้ามาทางโต๊ะว่างถัดจากโต๊ะของผมไปไม่เท่าไรนัก มีแก้วเครื่องดื่มถือติดมือมาด้วย ผมมองไม่เห็นรายละเอียดบนใบหน้าของชายผู้นี้เลย ด้วยแสงไฟงานเลี้ยงส่องย้อนมาจากทางด้านหลังของเขา 

อย่างไรก็ตาม ผมค่อนข้างแน่ใจว่า ชายผู้นี้คงมีหน้าตาดีเหมือนบุคลิกและท่วงท่าการเดินของเขา แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ความต้องการที่สอดคล้องกันของชายสองคน นี่แสดงให้เห็นว่าโลกนี้ยังมีคนรู้สึกและมีความต้องการเหมือนผมอยู่สินะ ชายคนดังกล่าวปรารถนาที่จะอยู่ตามลำพัง นั่นทำให้ผมอยากรู้จักเขา ทว่ามันจะเป็นการรบกวนเกินไปหรือไม่ ผมสงสัย 

แล้วโดยไม่คาดคิด ชายผู้นี้ได้เอี้ยวตัวเปลี่ยนท่านั่งอย่างช้า ๆ ใบหน้าคมสันซีกหนึ่งโผล่พ้นเงามืดเมื่อต้องแสงไฟจากงานเลี้ยง มองเห็นดวงตาเล็กเรียวเหมือนคนเชื้อสายจีนได้ชัดเจน ช่างเป็นดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนเหลือเกิน   ราวกับดวงตาของม้าหนุ่มที่ไม่เคยพยศต่อผู้ใด โดยเฉพาะกับเด็กและคนชรา ผมออกจะแน่ใจว่าเจ้าตัวคงรู้แล้วว่าถูกจ้องมองจากทางด้านหลัง อาจเป็นไปได้ว่าในตอนแรกที่เดินหาที่นั่งนั้น ชายแปลกหน้าไม่เห็นว่าผมนั่งอยู่ตรงนี้ ด้วยเป็นตำแหน่งที่แสงไฟส่องมาไม่ถึง 

ท่ามกลางบรรยากาศอันอึดอัด ผมไม่แน่ใจว่าหากเอ่ยคำทักทายออกไป อีกฝ่ายหนึ่งจะว่าอย่างไร จะตอบกลับมาด้วยไมตรี หรือเพียงแค่เมินหน้าหันกลับไปนั่งเงียบ ๆ ตามเดิม 

แต่ในที่สุด ชายผู้นี้ก็เอ่ยขึ้นว่า “สวัสดีครับ เราสองคนเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า ขอโทษ คุณเป็นเพื่อนของคุณทิวาหรือคุณวาปีครับ” น้ำเสียงฟังดูนุ่มนวลสุภาพ ทว่าเจ้าตัวยังคงนั่งอยู่โดยไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นยืนหรือเดินมาหาผม   ใบหน้าซีกหนึ่งจึงตกอยู่ในเงามืดเช่นเดิม 

ฤทธิ์ของแชมเปญเกือบขวดกระตุ้นให้เกิดอารมณ์สนุก ผมจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายลุกเดินเข้าไปหาชายแปลกหน้าเสียเอง และนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา โดยมีโต๊ะกลมสีขาวขวางกั้นเราสองคนเอาไว้ การทำเช่นนี้ทำให้ต่างฝ่ายต่างมองเห็นกันได้ถนัดตามากขึ้น ผมนึกถึงคำถามบางอย่างที่เคยอยากถามเขา แต่ถึงตอนนี้กลับไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ เอ๊ะ ว่าแต่ผมรู้สึกคุ้นหน้าคุณจัง เราคงเคยพบกันที่ไหนมาก่อนแน่ ๆ” 

“ไม่...ไม่มั้งครับ ผมไม่ใช่คนที่นี่” ผมโล่งใจที่เอ่ยออกไปจนได้ แม้น้ำเสียงจะฟังดูประหม่าก็ตาม 

ผมพิจารณาดูคู่สนทนา ใบหน้าของเขาเป็นเหลี่ยมยาว กรามใหญ่ เส้นผมสีดำสนิทค่อนข้างยาว ทาด้วยเจลหรือครีมแต่งผมแล้วหวีเสยตลบไปทางด้านหลังทั้งหมด เผยให้เห็นหน้าผากกว้าง โหนกแก้มสูงรับกับปลายคางเหลี่ยมหนาและรอยบุ๋ม ริมฝีปากบางเป็นเส้นตรงและแดงอย่างคนสุขภาพดี ดูเหมือนว่าแทบทุกส่วนของใบหน้านี้จะเต็มไปด้วยแง่มุมที่เป็นเหลี่ยมเป็นสัน มีเพียงดวงตาเล็กรีที่นุ่มนวลอ่อนโยน ซึ่งผมสังเกตเห็นในระยะห่างตั้งแต่ทีแรก ส่วนเครื่องแต่งกายนั้น   เขาดูภูมิฐานด้วยเสื้อผ้าชุดสากลฝีมือประณีต บ่งบอกถึงราคา 

“ผมเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ได้เพียงหนึ่งเดือนครับ” ผมกล่าวเป็นเชิงออกตัว

“ย้ายเข้ามาอยู่...งั้นก็แสดงว่าคุณไม่ใช่แขก ขอโทษครับ คุณคงเป็นญาติหรือเพื่อนของคุณทิวากระมัง” เขาเลิกคิ้วถามด้วยสีหน้าสงสัย

ยังไม่ทันที่ผมจะอธิบาย เสียงร่าเริงสดใสราวกับนกตัวน้อยก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน ผมหันไปมองด้วยความดีใจอย่างลืมตัว ยิ้มสดชื่นเหมือนเด็กแสนงอนผู้พบว่าคนที่ตัวเองตั้งแง่อยู่นั้น ได้ยอมเป็นฝ่ายกลับมาเอาอกเอาใจแล้ว

“อ้าว เจตน์ หลบมาอยู่นี่เอง เอ๊ะ ไมค์ด้วยหรือนี่ เป็นไปได้ยังไงกันคะ” ดวงตางามซึ้งเบิกกว้างกว่าปกติ “นี่รู้จักกันแล้วหรือคะ แหม วาตั้งใจจะตามตัวไปแนะนำให้รู้จักกันอยู่พอดี แล้วอะไรล่ะ อะไรที่ทำให้เจตน์กับไมค์มานั่งคุยกันซะไกลงานเลี้ยงขนาดนี้ วาจัดงานไม่สนุกหรือเปล่าคะ”

“เราสองคนเพิ่งรู้จักกันน่ะ” ผมชี้แจงขณะลุกขึ้นยืน

“ถ้าผมฟังไม่ผิด คุณวาเรียกคุณว่า...เจตน์” อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนเช่นกัน

“ใช่แล้วค่ะ นี่คือเจตน์ เพื่อนของวาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย”

“เจตน์” อีกฝ่ายร้องเสียงสูงแทบจะเป็นตะโกน “เฮ้ย นี่นายจริง ๆ เรอะ จำเราได้ไหม เราแจ้ไง”
 
ผมตกตะลึง ก่อนจะโผเข้ากอดเพื่อนเก่า แล้วผละถอยห่างออกมาเพื่อมองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างยิ้มด้วยน้ำตาและเอื้อมมือมาบีบมือกันแรง ๆ หลายครั้ง ผมหันไปทางวาปี อยากเล่าเรื่องราวเพื่อคลายความฉงนสนเท่ห์แก่เธอ ภายในหัวใจเต็มตื้นด้วยความยินดี

“วารู้ไหม เราอุตส่าห์เดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัย เพราะมีความหวังว่าจะได้พบแจ้ที่นั่น แต่ก็อย่างที่รู้ เราไม่เคยประสบความสำเร็จในการตามหาเขาเลย แล้วจู่ ๆ ก็ได้มาพบเพื่อนรักที่บ้านของวาโดยไม่คาดฝัน โลกช่างเล่นตลกอะไรอย่างนี้” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่คลายความตื่นเต้น 

“วางงไปหมดแล้ว ตกลงไมค์ก็คือแจ้ ที่เจตน์เคยเล่าให้วาฟังในสมัยก่อนโน้น...” น้ำเสียงของวาปีสั่นเครือ
    
“ผมจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังเอง ถ้าคุณวาอยากฟังเรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพของเด็กชายสองคน สมัยที่พวกเรายังเรียนอยู่ชั้นประถม” ไมเคิลหรือแจ้เอ่ยขึ้น จากนั้นหันมาสบตากับผม “นายเองก็ต้องเล่าเหมือนกันนะ อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมจู่ ๆ นายถึงมาโผล่ที่นี่ได้ นายรู้จักคุณวาได้ยังไง”

ใบหน้าของวาปีซีดขาว ดูเหมือนเธอจะฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย ทว่าผมก็ไม่มีเวลาสำหรับการค้นหาคำตอบให้แก่ข้อสงสัยนี้ เพราะไมเคิลเริ่มต้นเล่าเรื่องของตนแล้ว

.

13 ชั่วโมงที่แล้ว

วาปีกับไมเคิลกำลังสนุกอยู่กับการเต้นรำบนฟลอร์ พร้อมด้วยแขกชายหญิงอีกเจ็ดแปดคู่ เวลานี้จังหวะดนตรีรวดเร็วเร้าอารมณ์ ทุกคนที่มาร่วมงานเลี้ยงต่างหยุดสนทนา และพากันจ้องมองการเต้นรำด้วยความสนใจ
    
หลายครั้งในจังหวะหมุนตัว เมื่อวาปีหันหน้ามองมาทางที่ผมยืนอยู่ ผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่าเธอกำลังมองสามีของเธอหรือมองผมกันแน่ คุณทิวากับผมแม้จะยืนอยู่ใกล้กัน ทว่าก็ไม่ได้พูดคุยกันเลย เจ้าบ้านเอาแต่มองตรงไปยังฟลอร์เต้นรำ สายตาจับจ้องอยู่ที่ภรรยากับหุ้นส่วนหนุ่ม เขาคงไม่ค่อยพอใจสักเท่าใดนัก ผมพยายามหยั่งลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่างแต่ไม่สำเร็จ คืนนี้ผมช่างไม่เข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ เอาเสียเลย แม้กระทั่งเรื่องที่ควรจะเข้าใจได้โดยง่าย อย่างเช่น ทำไมแจ้ถึงเปลี่ยนชื่อเป็นไมเคิล หรือชื่อแจ้มันล้าสมัยผิดยุคไปเสียแล้ว และเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้นหรือ ที่ทำให้วาปีรู้จักแจ้ จากนั้นพระเจ้าก็ชักนำให้แจ้กับผมได้มาพบกันที่นี่ 

ดูเหมือนจะมีเรื่องลับลมคมนัยบางอย่างที่ผมยังค้นไม่พบ ผมพยายามค้นหาว่ามันคืออะไร แต่ก็คิดไม่ออกราวกับได้กลายเป็นคนปัญญาอ่อนโง่งั่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน อันที่จริงหากมันจะเป็นเช่นนั้นก็นับว่าดีอยู่ไม่น้อย เพราะความทุกข์ของผมอาจลดลงได้มากเลยทีเดียว ทุกวันคงจะผ่านไปด้วยการยิ้มให้กับอากาศธาตุรอบตัว กินแล้วก็นอนเหมือนเด็กคนหนึ่ง   คงมีแต่พวกเด็กที่ยังไร้เดียงสาเท่านั้น จึงพอจะหาความสุขในโลกนี้ได้บ้าง ผมรู้สึกเช่นนั้น และปรารถนาจะกลับไปเป็นเด็กอีกสักครั้ง

คืนนี้ผมกับไมเคิลยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัวอีกเลย หลังพลัดพรากจากกันไปนานก็ย่อมมีเรื่องราวมากมายอยากถามไถ่ แต่วาปีไม่เปิดโอกาส ด้วยมัวแต่ห่วงเต้นรำไม่จบไม่สิ้น 

ครั้นแล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่าไม่เป็นไรหรอกนะ เวลาสำหรับการรื้อฟื้นมิตรภาพวัยเยาว์ยังมีอยู่อย่างเหลือเฟือมิใช่หรือ บัดนี้พวกเราได้กลับมาพบกันอีก ทุกคนที่นี่ต่างก็รู้จักกัน ต่างเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยสายใยแห่งชีวิต ไม่ผิดกับเส้นใยแมงมุมที่ถักทอกันเป็นโครงข่าย มิตรภาพช่างงดงามเป็นที่สุด ผมคิด 

“ไมเคิล ไมเคิล ไมเคิล” ผมพยายามออกเสียงเรียกชื่อเขาครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ภายในใจ

สามชั่วโมงก่อนหน้านี้ ไมเคิลได้เล่าเรื่องตัวเองให้วาปีกับผมฟังด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแกมเศร้าว่า เมื่ออพยพตามครอบครัวไปอยู่ในชนบทแล้ว (น่าแปลกที่เขาเล่าเรื่องราวตอนรู้จักกับผมในโรงเรียนประถมอย่างรวบรัดยิ่ง อาจเป็นได้ว่าจะเก็บไว้ให้ผมเป็นคนพูดถึงเอง) เขาเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความอบอุ่นในครอบครัวได้อีกเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการที่พ่อของเขาเข้าครอบครองไร่สับปะรดกว้างใหญ่ริมทะเล ทำให้วันเวลาอันเปี่ยมไปด้วยความสุขสั้นลง ด้วยในไม่ช้าก็มีคนใจร้ายขี่จักรยานยนต์เข้ามาในไร่ จากนั้นถามหาพ่อของไมเคิล แล้วทันทีที่พ่อของเขาออกไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มนั้นก็พลันแตกสลายหายไปหลังจากเสียงปืนระเบิดขึ้น  

ไมเคิลเล่าอีกว่า ความโศกเศร้ายังไม่ทันคลายลงแม้เพียงเล็กน้อย แม่ของเขาก็พาครอบครัวอพยพหนีตายไปอยู่กับลุงที่หัวเมืองปักษ์ใต้ สถานที่ซึ่งเขาเติบโตขึ้นมาอย่างเปล่าเปลี่ยวใจ แม้ว่าสมาชิกทุกคนจะรักใคร่กันดี ลุงผู้มีฐานะร่ำรวยก็เอ็นดูเขาดุจลูกชายของตน ทว่าในตอนนั้นเขาคิดถึงแต่พ่อ (“นายคงเข้าใจเรื่องนี้ดีนะเจตน์ นายเข้าใจใช่ไหม” ไมเคิลหยุดเล่าเพื่อถามผมครั้งหนึ่ง) กว่าภาพของพ่อที่ติดตาอยู่จะเลือน ๆ ราง ๆ ไปก็เป็นช่วงเวลาที่เขาเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้นี่เอง ไมเคิลได้รู้จักกับคุณทิวา 

“งานเลี้ยงคืนนี้ช่างน่าเบื่อสิ้นดี” จู่ ๆ คุณทิวาก็บ่นขึ้นมา “ผมไม่น่าตามใจวาปีจัดงานนี้ขึ้นเลย พวกเราน่าจะดื่มกินกันเฉพาะภายในหมู่เพื่อนสนิทมากกว่า คุณเจตน์เห็นด้วยไหม คนอื่นมากินอิ่มหนำสำราญแล้วก็สะบัดก้นจากไป พรุ่งนี้พอสร่างเมาพวกเขาก็คงนั่งนินทาผมเช่นเคย แต่ก็นั่นแหละ มันคือธรรมเนียมขอบคุณเจ้าภาพของผู้คนสมัยนี้ไปเสียแล้ว” 

เขาคงกำลังหงุดหงิดและเหมือนจะมีอารมณ์เศร้าแฝงอยู่ด้วย ตัวผมเองก็พลอยรู้สึกเศร้าอย่างน่าประหลาด เพียงแต่ไม่อาจเข้าใจได้ว่า ความเศร้าของคุณทิวาเกิดจากอะไรกันแน่ ความเศร้าได้ทำให้แก้มตอบ ๆ ดูเหี่ยวย่นลง และชุดสูทสีดำอันประณีตที่สวมใส่อยู่ ก็ไม่ส่งเสริมบุคลิกของเขาให้ดูดีเช่นในยามปกติ

“เหลือเชื่อนะ เหลือเชื่อจริง ๆ” คุณทิวาเอ่ยขึ้นมาอีก หลังจากเงียบไปหลายนาที “ก่อนหน้าจะขึ้นไปเต้นรำ วาปีได้บอกผมว่า คุณกับไมค์เคยเรียนชั้นประถมมาด้วยกัน และ...สนิทกันมากทีเดียว”

“เป็นเรื่องจริงครับ จนถึงเดี๋ยวนี้ผมเองก็ยังไม่หายประหลาดใจ”

“รู้อะไรไหม สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมกับไมค์ก็สนิทกันมากเหมือนกัน เขาเคยเล่าให้ผมฟังมากมายถึงเรื่องของเขา เรื่องพ่อ เรื่องแม่ ญาติพี่น้อง และที่เขามักจะเล่าอยู่บ่อย ๆ ก็คือเรื่องของเพื่อนชื่อเจตน์ ผมน่าจะฉุกคิดได้นะ ตอนที่วาปีแนะนำให้เรารู้จักกัน ใช่แล้ว ผมไม่เฉลียวใจได้ยังไง ผมปล่อยมันหลุดมือไปได้ยังไงวะ โอ๊ะ ขอโทษครับที่หยาบคายไปหน่อย รู้ไหม ไมค์กับผมเคยเป็นรูมเมทกันด้วย สมัยนั้นช่วงดึก ๆ หลังจากทบทวนตำราเรียนแล้วก็ไม่มีอะไรให้ทำกันมากนักหรอก ถ้าไม่นอนอ่านหนังสือก็เล่นไพ่หรือหมากรุก แต่บางครั้งเราจะเล่าเรื่องในอดีตแลกเปลี่ยนกัน เราสองคนแทบจะไม่มีความลับต่อกันเลยนะครับคุณเจตน์ อันนี้ผมเดาเอาอย่างเข้าข้างตัวเองนะ ผมชอบคิดเสมอว่าจะโชคดีมีคนที่รักผมจริง ผู้คนที่แวดล้อมผมจะรักผมและไม่โกหกหลอกลวงผม ผมไม่คิดว่าเพื่อนที่เขาชอบพูดถึงจะเป็นคุณนี่เอง โอ้ โลกนี้ช่างกลมเหมือนกับที่มันกลมมาโดยตลอด คุณว่าอย่างนั้นไหม”

“ครับ”

“เฮ้อ ผมชักจะเบื่องานเลี้ยงนี้เต็มทนแล้วสิ ไม่ผิดหรอกถ้าคุณจะเบื่อเหมือนกัน เอาละ เห็นทีผมคงต้องขอตัวเข้าบ้านไปสงบจิตใจก่อน ดีกว่ามายืนทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้ ทุกคนทำเหมือนผมไม่มีตัวตน ยกเว้นคุณคนเดียว ขอบคุณมาก   เชิญตามสบายนะครับ ผมขอตัวก่อน”

เจ้าบ้านผละจากไปแล้ว ทิ้งให้ผมยืนอยู่ตามลำพัง ได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไรวาปีกับไมเคิลจะหยุดเต้นรำ ผมมองไม่เห็นวี่แววว่าทั้งสองคนจะเบื่อหน่ายการเต้นรำเลย  
 
ไม่นานนักผมก็ทำตามอย่างคุณทิวาบ้าง ทีแรกจะกลับไปเรือนพัก อาบน้ำอีกครั้งและเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้านอน ทว่าเอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้กลับเรือนพัก แต่เปลี่ยนใจเดินตรงไปที่บาร์น้ำเพื่อขอแชมเปญขวดใหม่  
 
แล้วทันทีที่ได้เครื่องดื่มสมใจก็มุ่งหน้าไปที่เก้าอี้ริมสนามหญ้าตัวเดิม ผมทรุดตัวนั่งลงในความสลัวเลือนของแสงและเงาเหมือนเมื่อตอนหัวค่ำ 

ผมนั่งดื่มเงียบ ๆ จนแชมเปญเกลี้ยงขวดอีกครั้ง โดยไม่ได้ใส่ใจกับอาหารซึ่งมีอยู่อย่างเหลือเฟือในงานเลี้ยง ผมอยากเมาหลับพับไปเสียเดี๋ยวนั้น เพื่อปล่อยให้วันพรุ่งนี้อันสดใสมาถึงโดยไม่ต้องจ้องมองนาฬิกาอย่างรอคอย ด้วยนาทีนี้ผมอยากรู้ว่าไมเคิลจะกลับมาคุยกับผมหรือไม่ แล้ววาปีล่ะ เธอจะออกตามหาผมหรือเปล่า พวกเราน่าจะย้อนอดีตไปด้วยกันนะ   ผมบอกตัวเอง คงมีแต่ในอดีตเท่านั้น ที่พวกเราจะได้พบกับความสุขอันแท้จริง

9 ชั่วโมงที่แล้ว

สายลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านมาทำให้ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้น และพบว่าตัวเองยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เสียงดนตรีเงียบไปแล้ว แต่ผมหลับไปนานแค่ไหนกันนะ ผมสงสัย พลางแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พร้อมกับยิ้มเศร้า ๆ ให้แก่ฤดูหนาวอันแสนสั้น
  
ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเดินตามหาวาปี บัดนี้กลางสนามหญ้าเหลือเพียงชายหญิงขี้เมาอยู่ไม่ถึงสิบคน พวกนั้นในอาภรณ์หรูหรายังคงนั่งล้อมวงดื่มเหล้าและพูดคุยกันด้วยเสียงดังเอะอะเอ็ดตะโร ชายคนหนึ่งซึ่งผมไม่รู้จักโบกมือเรียกให้เข้าไปร่วมวงด้วย แต่ผมปฏิเสธ

เดินวนไปเวียนมาอยู่พักหนึ่งก็คิดได้ว่า ป่านนี้วาปีคงขึ้นบ้านไปดูแลสามีแล้ว ส่วนไมเคิลล่ะ เขาหายไปไหน หรือว่ากลับบ้านเหมือนกัน ผมจึงเดินไปที่เดิม จากกนั้นหยุดยืนลังเลอยู่หลายนาทีเหมือนไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรก่อน สุดท้ายตัดสินใจกลับเรือนพัก คิดว่าพรุ่งนี้คงได้พบเพื่อนอีกก็รู้สึกสบายใจขึ้น 

ผมก้าวไปตามแผ่นหินเนื้อหยาบซึ่งปูเป็นทางเดินลัดเลาะผ่านสวนป่าอันรกครึ้ม ฝีเท้าเชื่องช้าด้วยความเซื่องซึม ภายในใจอยากรีบอาบน้ำอุ่นแล้วเข้านอนทันที 

ครั้นเดินมาได้สักครู่ ผมก็ต้องชะงักฝีเท้าค้าง เนื่องจากได้ยินเสียงแว่วมาจากที่ใดที่หนึ่ง มันเป็นเสียงที่เบามากเหมือนคนกำลังกระซิบกระซาบกัน แต่เป็นเสียงอะไรกันแน่นะ ผมพยายามเงี่ยหูฟังจนรู้ทิศทางที่มาของเสียง การได้ยินคนแอบมาคุยกันอยู่ในสวนตอนกลางคืนอย่างนี้ ทำให้ผมเกิดความสนใจขึ้นมา อาจเป็นพวกหัวขโมยก็เป็นได้ ผมควรระวังตัวเอาไว้สักหน่อย คิดแล้วจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปทางต้นเสียง ภายใต้ความมืดสลัวของดงไม้ยามดึก

“เพราะอะไรล่ะ เพราะอะไร ช่วยบอกผมหน่อยเถอะ เพื่อเห็นแก่พระเจ้า”

“เราจะไม่พบกันอีก บอกแล้วไงคะคนดี หมายถึงการพบกันอย่างนี้ นะคะ พรุ่งนี้เราจะสัมผัสมือกันโดยไม่รู้สึกอะไรต่อกัน เราจะจ้องมองตากัน แล้วรับรู้ว่านั่นคือดวงตาของเพื่อนเท่านั้น เราจะเป็นเพื่อนกันอย่างแท้จริง”

“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่คำตอบเลย ผมยังคงไม่เข้าใจ โลกนี้ไม่มีคำตอบให้ผมแล้วหรือ อะไรที่ทำให้หญิงสาวที่ผมรักปฏิเสธผม อะไรที่ทำให้เราจะไม่วันได้มีความสุขร่วมกันอีก รู้ไหมที่รัก ผมเฝ้ารอคอยคืนนี้มานานแค่ไหน บนเครื่องบินนั่น แอร์โฮสเตสสาวสวยหว่านเสน่ห์ให้ผม ผมยังไม่ใส่ใจ ผมเฝ้าคิดแต่ว่าเราจะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างหวานชื่น อย่างคนที่โหยหากันตลอดมา หรือวากลัวว่าทิวาจะรู้เรื่องของเรา ถ้าเป็นเช่นนั้นก็อย่าห่วงเลย ผมจะไปพูดกับเขาเองให้เข้าใจ เขาเข้าใจผมเสมอ เขาจะให้โอกาสผมได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ผมไม่ต้องการเป็นอย่างที่ผ่านมาอีกแล้ว”

“อย่านะ อย่าทำอะไรโง่ ๆ ยังงั้น ไมค์ คุณไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ คุณต้องเข้าใจ ต้องรู้ว่าถ้ามันจบก็ต้องจบ แล้วเราก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป เราจะไปฉุดไปยื้อชีวิตคนอื่นให้หยุดตามใจเราไม่ได้หรอกค่ะ วาไม่ต้องการความสัมพันธ์อย่างนี้อีกแล้ว   เข้าใจนะคะ คนดีของวา”

บทสนทนาเหล่านั้นทำให้จิตใจของผมปั่นป่วนจนแทบจะเป็นลมล้มลง นี่มันเกิดอะไรขึ้น ผมอยากตะโกนถามออกไป พลันก็รู้สึกว่าน้ำตาได้ไหลออกมา ผมรีบเช็ดด้วยแขนเสื้ออย่างลวก ๆ เพื่อที่จะได้เห็นภาพอันน่างงงันชัดเจนมากขึ้น
 
ขณะนั้นไมเคิลกำลังยืนคอตกอยู่ในอ้อมกอดของวาปี เธอสูงแค่ปลายคางของเขาเท่านั้น แต่สามารถลูบศีรษะของอีกฝ่ายได้อย่างอ่อนโยน ดูเหมือนไมเคิลจะยอมรับในความต้องการของเธอแล้ว ผมเห็นเขากระซิบกระซาบอะไรอยู่สองสามคำ   มันเบามากจนไม่ได้ยิน ทว่าก็เข้าใจได้ในที่สุด เมื่อเธอพยักหน้าพลางยิ้มอ่อนหวาน ก่อนจะปล่อยให้ไมเคิลประคองร่างไว้และเชยคางของเธอขึ้นจูบอย่างดูดดื่ม นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมแทบจะไม่กระพริบตา ภายในหัวใจเต็มไปด้วยความโกรธขึ้งหึงหวง สักครู่หนึ่งก็เห็นเธอเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อผละจากการจูบอันหนักหน่วง เธอทำท่าหายใจลึก ๆ เหมือนเหน็ดเหนื่อย จากนั้นก็ขยับผมเผ้าเสื้อแสงให้เข้าที่เข้าทาง แล้วออกเดินเลี่ยงไปทางด้านหนึ่งของสวน โดยที่ไมเคิลได้แต่ทำตาละห้อยยืนเฉยอยู่ ทว่าทันใดนั้นเอง วาปีก็เป็นฝ่ายวิ่งเหยาะ ๆ กลับมาโผเข้าจูบไมเคิลอีกครั้งหนึ่ง  

ผมค่อย ๆ เดินถอยออกมา แม้ไม่อยากเชื่อในภาพที่เห็น แต่มันก็เป็นความจริงที่ผมไม่อาจเข้าใจได้ ต่อให้มีสมองและหัวใจมากกว่านี้ก็คงไม่สามารถเข้าใจได้ เกิดอะไรขึ้นหรือ และมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ไม่มีใครสามารถกอดจูบกันดูดดื่มเช่นนั้นหากไม่ใช่คู่รักกัน ผมเข้าใจดี เมื่อย้อนคิดถึงเรื่องของตัวเอง

ความเสียใจทำให้ผมเดินถอยหลังออกมา ครั้นแล้วก็เกิดความงงงันเหมือนเด็กหลงทาง เวลานี้ผมไม่รู้ว่าจะไปทางไหนเสียแล้ว จะกลับเรือนพักตามความตั้งใจเดิมเพื่อหานมร้อนดื่มสักหนึ่งแก้วแล้วเข้านอน หรือว่าจะลองเดินย้อนไปที่สนามหญ้าหน้าตึกใหญ่ ที่นั่นคงพอหาเหล้ากรอกปากให้เมากลิ้งได้บ้างหรอกน่า ผมรำพึงด้วยความขมขื่นใจ 

พลันก็มีเหตุทำให้ผมต้องลืมเรื่องของตัวเองไปชั่วขณะ เมื่อเห็นร่างของใครคนหนึ่งเป็นเงาดำอยู่บนทางเดินอีกด้านของสวน ร่างนั้นกำลังวิ่งเอามือปิดปากตรงไปทางตึกใหญ่ ด้วยความสังหรณ์ใจบางอย่าง ผมจึงวิ่งตามไปติด ๆ
 
ร่างลึกลับหายไปจากสายตาทันทีที่ผมวิ่งมาถึงบริเวณด้านหลังตึกใหญ่ ซึ่งปลูกลั่นทมไว้ประมาณยี่สิบกว่าต้น ผมพยายามมองไปรอบ ๆ ท่ามกลางความมืดของหมู่ไม้ ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากแมลงกลางคืนและกระแสลมหนาวที่พัดกระโชกมา แต่เมื่อลองเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจก็ได้ยินเสียงคนกำลังสะอื้น มันดังมาจากทางด้านหลังถังเก็บน้ำข้างตัวตึกนั่นเอง

“คุณทิวา นั่นคุณใช่ไหมครับ” ผมร้องถามออกไป เมื่อเห็นชายคนหนึ่งนั่งชันเข่าอยู่กับพื้น และซบใบหน้าลงบนฝ่ามือทั้งสอง 

คุณทิวาเงยหน้าขึ้นมองดูผมแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าลงไปตามเดิม เหมือนปรารถนาจะจมอยู่ในความโศกเศร้าตามลำพัง ทว่าผมไม่ต้องการให้เขาร้องไห้อยู่เพียงคนเดียว มนุษย์ผู้กำลังเสียใจควรมีใครสักคนคอยช่วยปลอบประโลม เพื่อจะได้ระบายความเศร้าโศกออกมาให้เต็มที่ แม้ไม่อาจช่วยให้ความทุกข์ลดน้อยลงด้วยถ้อยคำให้กำลังใจอันคมคาย แต่อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เขาคิดได้ว่า ชีวิตนี้ยังมีคนคอยห่วงใยอยู่บ้าง 

ผมทรุดตัวนั่งลงไม่ห่างจากคุณทิวา สักพักหนึ่งเขาจึงยอมเงยหน้าขึ้นมา ในความมืด น้ำตาของเขาสะท้อนแสงจากโคมไฟที่อยู่ไกลออกไป ช่างงดงามแต่แสนเศร้า ไม่ต่างจากหยาดน้ำตาของทุกคนที่ผมเคยพบเห็น

“คุณเจตน์วิ่งตามผมมาทำไม ไม่น่าเลย คุณคงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นหมดแล้ว คุณเจตน์พยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ แล้วสิ่งที่ผมเห็นมันก็เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน ไม่น่าเลยนะครับ ผมควรจะเข้มแข็งกว่านี้ แต่ทำไงได้ล่ะ ผมให้ความสำคัญกับความรักมากเกินไป”

“ไม่น่าเป็นไปได้เลย ผมอยากให้คุณทิวาใจเย็นไว้ก่อน อ้อ จริงสิ คุณทิวาใจเย็นอยู่แล้ว ถ้าเป็นผม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทนกับภาพที่เห็นได้หรือเปล่า เอาเถอะ เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว คุณทิวายกโทษให้วาปีสักครั้งได้ไหมครับ เธออาจทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ มันคงเป็นเพียงแค่การเล่นตลกของอารมณ์มนุษย์ หรือไม่เธอก็อาจจะรู้สึกเหงา แล้วต้องการใครสักคนขึ้นมาอย่างกะทันหัน มีเหตุผลมากมายที่...” พูดแล้วผมก็รู้สึกละอายปากและละอายใจไปพร้อม ๆ กัน 

ทันใดนั้นเอง ผู้เป็นเจ้าบ้านก็หัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน

“ที่แท้คุณเจตน์ก็ยังไม่เข้าใจ ถ้าคุณหมายถึงวาปี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะ ที่ผมรับรู้ว่าเธอปล่อยกายปล่อยใจให้แก่ไมค์ แม้ผมจะไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเองก็ตาม แต่ผมรู้ดีว่าเธอกับไมค์มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมานานแล้ว ก็หลังจากที่พวกเขารู้จักกันเพียงไม่กี่เดือนนั่นแหละ ผมหมายถึงหลังจากที่เราแต่งงานกันและเธอได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ ตอนแรก ๆ ผมคิดว่าคงทนได้ แต่พอเห็นพวกเขาสองคนแสดงความรักต่อกันด้วยสายตาตัวเอง มันกลับไม่ใช่ ผมรู้สึกว่าไมค์รักเธอจริง ๆ   และนี่คือความเจ็บปวดเจียนตายของผม”

“แล้ว...แล้วคุณทิวา ทำไมคุณถึง เอ้อ...” ผมพูดต่อไปไม่ออก ความประหลาดใจแล่นวาบเข้าสู่หัวใจของผมโดยตรง จนแทบจะซ่อนเร้นเอาไว้ไม่ได้

“รู้ไหม ทำไมเธอถึงได้เลือกไมค์” คุณทิวาเอ่ยถามขึ้น “เธอทำเช่นนั้นก็เพื่อแก้แค้นผม นี่จะทำให้ผมเจ็บปวดมากที่สุด  เพราะสมมุติว่าชู้รักของเธอคือคุณ แล้วคุณหลงใหลเธอจนสารภาพรักออกมา ผมจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยหากได้ยิน ผมจะไม่เจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่เป็นอยู่ เพราะอะไรรู้ไหม นั่นเป็นเพราะว่า...ผมไม่ได้รักคุณ”

7 ชั่วโมงที่แล้ว

เมื่อผมส่งคุณทิวาขึ้นตึกใหญ่แล้ว ก็ปลีกตัวเดินกลับมาตามเส้นทางเดิม   

พอพ้นดงไม้ออกสู่ที่โล่ง พลันต้องประหลาดใจที่แลเห็นเรือนพักสว่างไสวด้วยแสงไฟ ผมไม่ได้ลืมเปิดโคมไฟทิ้งไว้อย่างแน่นอน จำได้ดีว่าภายในเรือนพักมืดสลัวมากขณะปิดประตูเมื่อตอนเย็น ใครกันนะที่ถือวิสาสะเข้าไปในขณะที่ผมไม่อยู่   แล้วก็ต้องยิ้มออกมา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าน่าจะเป็นไมเคิลนั่นเอง เขาคงกำลังรอคุยกับผมอยู่ แต่ระหว่างเราสองคนยังมีเรื่องให้คุยกันอยู่อีกหรือ ผมอดถามตัวเองไม่ได้ตามความเคยชิน 

แท้จริงแล้วผมไม่ได้โกรธไมเคิลเลย ผมคงโกรธเขาไม่ได้ เพราะผมไม่ใช่เจ้าของวาปีหรือมีสิทธิในตัวเธอ แม้จะเคยถือว่าตัวเองมีสิทธิอยู่หลายครั้ง ที่สำคัญเธอเองก็ไม่ได้ขัดขืนต่อการสัมผัสของไมเคิลเลย เธอเต็มใจที่จะเผยอปากขึ้นรับรสจูบครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยซ้ำ ผมเพียงขมขื่นใจเมื่อรู้ว่าเพื่อนรักได้ทำให้เธอเสื่อมเกียรติลงอย่างน่าละอาย ต่างไปจากกรณีของผมที่เคยเป็นคนรักกันมาก่อนและยังมีเยื่อใยผูกพันอยู่มาก จึงน่าจะพอให้อภัยได้ หากคนเราจะมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่มีความรัก 

บางทีคืนนี้ผมน่าจะพูดกับไมเคิลตามตรง ใช่ ผมนี่แหละจะเป็นฝ่ายขอร้องให้เพื่อนยุติการกระทำเช่นนั้น ถึงแม้วาปีจะขอยุติความสัมพันธ์กับเขาแล้วก็ตาม แต่ดูท่าทางไมเคิลจะไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ ผมควรจะพูดอย่างไรดี เขาถึงจะยอมรับ และปล่อยให้คนที่ทำให้วาปีเสื่อมเกียรติเป็นผมเพียงคนเดียว ซึ่งหลังจากนั้น (คงอีกไม่นานนัก) ผมก็จะกู้เกียรติของเธอกลับมาด้วยการขอเธอแต่งงาน
   
มันช่างเป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้ ผมคิด พลางบอกตัวเองว่า คนเราไม่อาจกลับไปแก้ไขอดีต ทว่าการปรับแก้ให้ปัจจุบันและอนาคตดำเนินไปตามความถูกต้องย่อมสามารถทำได้ วาปีไม่ใช่หรือที่สำนึกขึ้นมาด้วยตัวของเธอเอง จนถึงกับเป็นฝ่ายขอร้องและปฏิเสธที่จะไม่พบไมเคิลอีก  
 
หรือแท้จริงแล้วผมเข้าใจผิด มันอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมอันฉ้อฉลก็เป็นได้ หากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องราวทั้งหมดย่อมนำไปสู่ความโศกเศร้ามากขึ้น อันจะทำให้มิตรภาพของทุกคนเดินทางไปสู่ความพินาศในวันใดวันหนึ่ง หรืออาจจะเป็นในคืนนี้เลยด้วยซ้ำ ยิ่งคิดผมก็ยิ่งสับสนร้อนใจไปกับเรื่องราวทั้งหมด สิ่งที่เคยทำให้สุขใจและพอจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง   บัดนี้กลับพังทลายลงจนหมดสิ้น

ผมค่อย ๆ ผลักบานประตูเรือนพักเข้าไปพร้อมกับกวาดสายตามอง แต่ไม่พบเห็นผู้ใด มีเพียงเครื่องเรือนตั้งวางอยู่อย่างเงียบเหงาเท่านั้น ผมรีบเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนซึ่งมีอยู่เพียงห้องเดียว มันคือห้องนอนของผมนั่นเอง ยามนั้นประตูห้องปิดสนิท หรือว่าจะเป็นหัวขโมย ผมนึกระแวง แต่ถ้าเป็นไมเคิลล่ะ เขาอาจจะเข้าไปนั่งรอผมอยู่ในนั้นก็เป็นได้ ผมตัดสินใจผลักบานประตูห้องนอนเข้าไป

ภาพที่เห็นทำให้ผมถึงกับตะลึงมองด้วยความประหลาดใจ วาปีนั่นเองกำลังนอนเอนหลังพิงพนักหัวเตียงอยู่ ท่าทางเหมือนหลับสนิท ครั้นพอได้ยินเสียงเปิดประตูก็สะดุ้งลุกขึ้นนั่ง

“กลับมาแล้วหรือคะ คนดี” เธอยิ้มและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “วามารออยู่ตั้งนานแน่ะ เจตน์หายไปไหนมาคะ ปล่อยให้วาเดินตามหาจนเหนื่อยเลย”    

“วามาทำอะไรอยู่ที่นี่ฮึ” ผมถามกลับไปด้วยความไม่สบายใจ เพราะเกรงว่าจะมีคนมาพบเห็นเข้า นี่เป็นครั้งแรกที่เราสองคนอยู่ด้วยกันตามลำพังภายในห้องนอนนี้ ขณะนั้นผมยังคงยืนอยู่ตรงช่องประตู ไม่ได้ก้าวเข้าไปข้างในแต่อย่างใด กระทั่งเธอต้องขยับตัวลุกขึ้นจากที่นอน แล้วเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาผมอย่างแช่มช้า จากนั้นจูงมือผมไปนั่งลงบนปลายเตียง

มือเล็กบอบบางของวาปีเย็นเฉียบ ผมบอกตัวเอง ขณะกุมมือนั้นไว้ด้วยความรัก รอยยิ้มเย้ายวนใจของเธอกลายเป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจของผมร้อนรุ่ม ผมตระหนักอย่างสัตย์ซื่อต่อความรู้สึกภายใน จึงปล่อยให้เธอเอนกายเข้ามาแนบชิดพร้อมกับเอียงศีรษะซบลงบนหัวไหล่ของผม กลิ่นหอมละมุนละไมจากเรือนร่างและเสียงลมหายใจของเธอ ทำให้ผมปั่นป่วนรัญจวนใจเหลือเกิน เมื่อเหลือบมองก็เห็นว่าเธอกำลังหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข เวลาผ่านไปหลายนาทีหรืออาจมากกว่านั้น สุดท้ายวาปีก็ทรงกายนั่งตัวตรงพลางจ้องมองผมด้วยสายตาใช้ความคิด ริมฝีปากอิ่มเป็นสีแดงทำท่าคล้ายจะขยับกล่าวถ้อยคำออกมา แต่แล้วกลับนิ่งเงียบไป

“ไม่กลัวใครมาเห็นเข้าหรือ เราสองคนน่าจะออกไปคุยกันข้างนอกนะ ไปหาไมค์ดีไหม ตอนนี้เขาอยู่ไหนล่ะ” กล่าวได้เพียงเท่านี้ก็ต้องชะงัก เพราะถูกอีกฝ่ายหนึ่งใช้ปลายนิ้วแตะริมฝีปากห้ามไว้ 

“ไมค์กลับบ้านไปแล้วค่ะ เขามีเรื่องไม่ค่อยสบายใจนัก แต่...เจตน์คะ เราจะพูดถึงคนอื่นอยู่ทำไมกันล่ะ วาอยากคุยเรื่องของเรามากกว่า นี่เป็นเวลาที่หาไม่ได้ง่ายเลยนะคะ วาอยากใช้มันอย่างมีค่า กอดวาไว้ซีคะ คนดีของวา วาหนาวเหลือเกิน กอดแน่น ๆ เหมือนที่ริมทะเลของเรา หรือตอนที่อยู่ในโรงแรมก็ได้ค่ะ กอดวาเถอะนะคนดี กอดให้เหมือนเวลาเราสองคนรักกัน” น้ำเสียงของเธอเว้าวอนและสั่นเครือ

ชายกระโปรงชุดราตรีสั้นสีครีมแวววาวและบางเบาที่ร่นขึ้นมาจนถึงขาอ่อนนวลเนียนน่าสัมผัส ทำให้วาปีดูเย้ายวนใจในสายตาของผมมากกว่าที่เคยเป็น ผมประทับใจชุดราตรีสั้นนี้ตั้งแต่แรกเห็นเมื่อตอนค่ำแล้ว ครั้นเมื่อปรากฏอยู่ต่อหน้าอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ก็ยิ่งกระตุ้นอารมณ์มากขึ้นไปอีก ขอบเสื้อเกาะกระชับทรวงอกอวบอิ่ม ลำคอและใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดฝาดซึ่งฉีดซ่านขึ้นมาแลดูเป็นสีชมพูระเรื่อ ทั้งหมดนี้ย่อมทำให้ชายผู้พบเห็นหลงใหลได้เสมอ หัวไหล่และลำแขนเปลือยเปล่าอันบอบบางของเธอนั้นเล่า  ก็ชวนให้อยากสัมผัสยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ผมคิดพลางถอนหายใจอย่างหนักหน่วง 

ที่ผ่านมา สมัยยังคงเที่ยวเดินพเนจรใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน ผมไม่เคยกล้าคิดฝันว่าจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดวาปีเหมือนสมัยเรียนอีก เธอเปรียบดังว่าวแสนรักของเด็กน้อยอย่างผม ผู้เฝ้ามองของรักหลุดลอยหายไปในสายลมฤดูร้อนด้วยความอาลัยยิ่ง แล้วยามนี้ผมจะรอช้าอยู่ทำไมกันเล่า รีบฉวยโอกาสนี้เอาไว้เถอะ เจ้าของที่แท้จริงเขาก็ไม่ได้หวงแหนเลย ผมน่าจะรู้อยู่แก่ใจ 

“ขอบคุณมากค่ะคนดี วามีความสุขเหลือเกิน”  
 
วาปีเม้มปากเบา ๆ ที่ใบหูของผม วินาทีถัดมาริมฝีปากก็เลื่อนอย่างแช่มช้าเข้าดูดดื่มรสชาติอันหอมหวานของกันและกัน เธอปล่อยให้ผมใช้ปากและจมูกซุกไซ้ซอกซอนดอมดมไปทั่วร่างอันสั่นสะท้าน นี่จะเป็นการร่วมรักอันยิ่งใหญ่ของเราสองคน ผมเพ้อด้วยความวาบหวามใจ 

แต่แล้วอย่างทันทีทันใด ผมก็รู้สึกเป็นตัวของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง จนถึงกับยอมผละออกมาจากความสุขตรงหน้า วาปีผู้กำลังอ่อนระทวยพยายามลืมตาปรือขึ้น ก่อนจูบผมด้วยเนื้อตัวสั่นเทาราวกับลูกนกที่ปรารถนาจะขอไออุ่นจากกองไฟตรงหน้า

“ผมไม่อยากเป็นเหมือน...เอ้อ มัน...มันยังเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง” ผมท้วงขึ้นเบา ๆ ขณะพยายามเบี่ยงหน้าหนี
“นี่เจตน์เป็นบ้าอะไรขึ้นมารึ ทำไมถึงเพิ่งจะมาพูดถึงความถูกต้องเอาตอนนี้” 

วาปีจ้องหน้าผม แล้วโวยวายด้วยน้ำเสียงดุ ๆ 

“ว่าแต่ความถูกต้องคืออะไรล่ะ ความถูกต้องของโลกเก่าหรือโลกใหม่ ว่ามาให้ฟังหน่อยซิ บางทีแทนที่จะเมคเลิฟกัน เราก็อาจเปลี่ยนมานั่งถกเรื่องปรัชญาหรือศาสนา จนถึงเช้าเลยก็เป็นได้” 

“มันไม่ถูกต้องตั้งแต่เรื่องของไมค์...” ผมตัดสินใจพูดออกไปตามตรง “เรารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ความจริง...เราไม่ได้ตั้งใจเลย มันเป็นไปโดยบังเอิญ ในสวนป่านั่นไง ขอโทษด้วยนะ แต่เอาเถอะ มันคือส่วนหนึ่งของความไม่ถูกต้อง แค่เรื่องระหว่างเรามันก็แย่อยู่แล้ว โชคดีที่คุณทิวารู้เข้าก็คงไม่เสียใจ หมายถึงไม่เสียใจเรื่องที่เกี่ยวกับวา ใช่ เขาบอกเราเอง แม้จะไม่ได้พูดอย่างชัดเจนก็ตาม เพราะเขายังไม่รู้เรื่องของเราสองคนเลย แต่เรื่องระหว่างวากับไมค์ คุณทิวารู้หมดแล้ว เขาเห็นและได้ยินเต็มสองหูสองตาเลยนะวา เราอยากให้วาหยุดคิดและหาทางแก้ไข วาควรทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากใครรู้เข้าวาจะถูกดูหมิ่น เราไม่ต้องการให้ชีวิตวาเป็นอย่างนี้เลย เราสองคนยังเริ่มต้นกันใหม่ได้นะ ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้” 

ผมหยุดพูดไปชั่วขณะหนึ่ง คล้ายต้องการใช้ความคิดเพื่อไตร่ตรองและเรียบเรียงเรื่องราว ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “รู้ไหม   ทำไมเราถึงเข้าใจวามากขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะคำบอกเล่าจากปากของคุณทิวา เขาเล่าให้เราฟังทุกอย่าง เราถึงได้พยายามเข้าใจวา อย่าทำสีหน้าอย่างนั้น เราเสียใจด้วยที่เรื่องมันเป็นอย่างนี้ คุณทิวารับรู้เรื่องของวากับไมค์มานานแล้วด้วย ถูกต้อง เขารู้เรื่องดีทีเดียว เพียงแต่เมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้านี้ มีบางสิ่งบางอย่างทำให้เขาเสียใจอย่างลึกซึ้ง โธ่...ถ้า…ถ้าเรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นแค่ความฝันก็ดีสินะ”

วาปีทำท่าตกใจ ต่อมาก็มีสีหน้าสลดลง เธอก้มหน้านิ่งเงียบเป็นเวลานาน ไม่มีเสียงใด ๆ เกิดขึ้นภายในห้อง นอกจากเสียงลมหนาวที่พัดดังวู้ ๆ ผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่าง ทำให้ผ้าม่านลูกไม้สีขาวไหวกระพือไปมา วาปีหายใจเข้าออก   หน้าอกขยับขึ้นลงเพียงเล็กน้อย 

“วาผิดมากนักหรือคะ” ในที่สุดวาปีก็เงยหน้าขึ้น น้ำเสียงนั้นช้าและเยือกเย็น สายตาโศกเศร้าพยายามแสดงความท้าทายออกมา “ในเมื่อสามีของวาเป็นอย่างนั้น เจตน์ก็รู้เรื่องดีแล้ว วาจึงเห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะแก้แค้นเขา แก้แค้นให้กับการหลอกลวงอย่างโหดร้ายของเขา วาแก้แค้นเพื่อให้เขาสำนึกในความลวงโลก เราควรมีความเมตตาต่อผู้ที่มองเห็นว่า เราเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับใช้หลอกลวงผู้อื่นหรือคะ แล้วเราจะไม่เลือกแก้แค้นด้วยการแย่งสิ่งที่เขารักมาครอบครองเอาไว้หรอกหรือ วาก็ทำอย่างนั้น วาทำในสิ่งที่ต้องทำ แต่เมื่อได้พบเจตน์อีกครั้ง วาก็บอกตัวเองว่า เวลาของการแก้แค้นควรสิ้นสุดลงเสียที วาจะคืนไมค์ให้แก่ทิวา เพราะวาไม่ได้ต้องการใครอีกแล้วนอกจากเจตน์ เข้าใจหรือเปล่าคะ คนดีของวา นี่เองที่ทำให้วาบอกเลิกไมค์ ขอยุติความสัมพันธ์กับเขา ไม่ว่าไมค์จะเพียรขอร้องให้วาไตร่ตรองเสียก่อน เพราะอะไรกันล่ะ ที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งมีจิตใจเข้มแข็งขึ้นมาได้ ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเธอรักผู้ชายคนหนึ่งมากที่สุดหรอกหรือ เจตน์คะ รังเกียจวามากไหม ยอมรับวาได้หรือเปล่าที่วาเป็นแบบนี้ เราจะเริ่มต้นกันใหม่นะคนดี วาขอร้อง อย่าได้รู้สึกผิดเลย วามีอิสระเต็มที่เยี่ยงมนุษย์คนหนึ่ง เข้าใจไหมคะ ถ้าเจตน์เข้าใจก็กอดวาไว้เหมือนเดิม เราสองคนจะไม่จากกันไปไหนอีก”   พูดจบเธอก็ขยับเข้ามาโอบกอดผมไว้แน่นยิ่งขึ้น 

ผมรู้สึกเหมือนร่างกายและหัวใจไร้เรี่ยวแรงขัดขืน ที่สำคัญ ผมไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลใดมาขวางกั้นการแสวงหาความสุขระหว่างเธอกับผมเลย 

ในที่สุด ผมก้มลงจูบเธออีกครั้ง จากหวานละมุนเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนดุจเดิม ฝ่ามือของผมสัมผัสลูบไล้เรือนร่างของเธออย่างโหยหา ขณะที่วาปีแอ่นกายหอบหายใจด้วยเนื้อตัวสั่นระริก อ้อมแขนของเธอกอดรัดร่างผมไว้แน่น ถึงตรงนี้ผมก็รูดซิปด้านหลังชุดราตรีของเธอลง ก่อนจะค่อย ๆ ถอดออกจนเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่า จากนั้นร่างงามก็นอนอ่อนระทวยอยู่บนเตียงอันนุ่มหนา เส้นผมยาวสีน้ำตาลของเธอแผ่กระจายออกไปบนที่นอนเป็นรัศม่ีวงกลม ผมยกตัวอยู่เหนือร่างของเธอ   พลางจ้องมองด้วยความพิศวงหลงใหล

จริงอย่างที่วาปีถาม ผิดด้วยหรือที่เราสองคนจะใช้ชีวิตเยี่ยงนี้ แล้วมันไม่ถูกต้องหรือ ถ้าเราสองคนจะมอบความสุขให้กันและกันเหมือนในอดีต แม้จะเคยตะขิดตะขวงใจว่าไม่ควรเกิดขึ้นในบริเวณบ้านของคุณทิวาก็ตาม ทว่าเมื่อรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว นั่นก็ทำให้โซ่ตรวนต่าง ๆ ที่ยึดโยงแขนขาของผมขาดสะบั้นลง  
 
บัดนี้ผมไม่ปรารถนาจะรับรู้เรื่องราวอื่นใดอีก นอกจากครอบครองร่างอันงดงามแก่หัวใจนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว

.

11 : 05 นาฬิกา

ผมรีบนั่งรถแท็กซี่กลับไปหาวาปี ข่าวการตายของอรทำให้ความคิดของผมเปลี่ยนแปลง คนเราสามารถเปลี่ยนใจได้มิใช่หรือ เธอก็น่าจะไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ผมอยากเห็นเธอมีความสุข และโดยไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเธอก็ได้ ถ้าหากจำต้องเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าได้รับโอกาสหรือเลือกได้ ก็คงมีเพียงผมเท่านั้นที่เหมาะจะทำหน้าที่เป็นคนรักของเธอ อาจจะฟังดูเหมือนคนหลงตัวเองอยู่สักหน่อย ทว่าก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเกินแก่การทำความเข้าใจ 

ตอนที่ไปถึงคฤหาสน์หลังงามนั้น ประตูใหญ่ปิดสนิท มองเข้าไปก็เห็นเพียงคนสวนกำลังตัดแต่งต้นไม้อยู่คนเดียว ผมร้องเรียกให้แกเปิดประตู ชายกลางคนรีบวิ่งงก ๆ เงิ่น ๆ มาเปิดให้ 

ผมถามหาวาปี คนสวนบอกว่าตั้งแต่เช้ามายังไม่เห็นเลย แล้วถามผมกลับว่าวันนี้ที่ตึกใหญ่ไม่ทำงานกันหรือ เป็นเพราะอะไร แกว่าพนักงานหลายคนที่มาทำงานตอนเช้าได้รับคำสั่งให้กลับบ้านไป ผมรู้สึกเหนื่อยจึงยิ้มให้แกโดยไม่ตอบคำถาม ดูเหมือนคนสวนจะพยายามพูดอะไรออกมาอีก ทว่าผมรีบเดินมุ่งหน้าตรงไปยังเรือนพักเสียก่อน 
  
ผมก้าวขายาว ๆ ไปตามแผ่นหินผ่านสวนป่าเช่นเดียวกับเมื่อคืนที่ผ่านมา ภายในใจอดนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ได้   และยังคงแลเห็นภาพวาปีกอดจูบกับไมเคิลอย่างชัดเจน จนรู้สึกเจ็บแปลบในอกขึ้นมาอีก   

มันคงเป็นรอยแผลที่ยากจะเลือนหายไป แต่สักวันหนึ่งรอยแผลย่อมจะจางลงเอง ข้อดีก็คือมันบ่งบอกว่าผมยังเป็นเพียงคนธรรมดา ความธรรมดาสามัญนี้เองทำให้ผมอยากพาเธอไปอยู่ให้ไกลจากอดีต ถึงวันนั้นผมก็คงจะลืมเรื่องราวต่าง ๆ ที่ควรลืม อนาคตจะช่วยเยียวยาบาดแผลที่ผ่านมาของเราทั้งสองคน   

ถ้าเธอต้องการเงิน เราก็อาจจะลงทุนเปิดร้านค้า หรือไม่ก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารทะเล แต่ผมอยากมีรีสอร์ทขนาดเล็กให้คนรักธรรมชาติได้มาพักผ่อนมากกว่า วาปีจะยอมใจอ่อนและคล้อยตามหรือไม่นะ ผมอยากรู้เหลือเกิน หากผมลงทุนอ้อนวอนอย่างหนัก แล้วยอมให้เธอขอได้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน บางทีเธออาจจะยินยอมก็เป็นได้ ถ้ามีเงื่อนไขอย่างนี้ คิดแล้วผมก็ยิ้มอย่างมีความสุข หัวใจรู้สึกมีความหวังมากขึ้น ความหวังนี่เองที่ทำให้ผมมองเห็นอนาคตอันสดใสรออยู่เบื้องหน้า

ในที่สุด ผมเดินมาถึงหน้าประตูเรือนพัก รีบล้วงลูกกุญแจในกระเป๋ากางเกงออกมาไขเปิดประตู จึงพบว่าประตูไม่ได้ล็อกไว้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อเช้ามืดตอนออกไป ผมได้ล็อกไว้เพื่อความปลอดภัยของวาปี ซึ่งขณะนั้นยังคงนอนหลับไม่รู้เรื่องอยู่เลย หรือว่าเธอจะตื่นและเดินกลับไปที่ตึกใหญ่แล้ว แต่ช่างเถอะ ผมบอกตัวเอง เพราะในเรือนพักไม่มีของมีค่าอะไรนัก อีกประการหนึ่ง คนรับใช้ในบ้านก็ไม่เคยปรากฏว่าจะมีนิสัยลักเล็กขโมยน้อยด้วย 

ผมเปิดประตูเดินหิ้วเป้ขึ้นบันไดไปยังห้องนอน ตั้งใจว่าจะอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ โดยแสร้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมอาจจะอ้างว่าที่หายไปตอนเช้าเพราะมีธุระส่วนตัวต้องจัดการ วาปีจะดีใจหรือไม่นะ เมื่อเห็นว่าผมกลับมาแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเธอคนเดียว ผมอยากเห็นเธอมีความสุขอย่างแท้จริง

ทว่าโลกนี้ก็ได้โบยตีสั่งสอนผมอีกครั้งหนึ่งซึ่งคงจะเป็นครั้งที่เจ็บปวดมากที่สุด เมื่อผมมองเห็นว่าประตูห้องนอนเปิดอ้าอยู่   

คุณทิวากำลังนั่งคุกเข่าก้มหน้าบนพื้นปาร์เก้ ด้านหน้ามีมีดทำครัวปลายแหลมเปื้อนเลือดตกอยู่ ผมเผ้าของคุณทิวาที่เคยหวีเรียบร้อยตลอดเวลาดูยุ่งเหยิง เหนือศีรษะของเขาขึ้นไปเป็นร่างของไมเคิลในชุดสูทสีเข้ม ห้อยโตงเตงอยู่ด้วยเข็มขัดหนังที่รัดคอไว้ ใบหน้าอันเคยหล่อเหลากลายเป็นสีเขียวคล้ำ มองเห็นลิ้นจุกปากตาเหลือกถลน ดูน่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด 

แต่ที่ทำให้หัวใจของผมสลายลงทันทีก็คือ การได้เห็นร่างเปลือยของวาปีบนเตียงนอน ถ้ามองไปที่เปลือกตาอาจจะคิดว่าเธอกำลังนอนหลับอยู่ ทว่าเลือดที่ไหลเกรอะกรังจากบาดแผลตามลำตัวซึ่งกระจายไปทั่วผ้าปูที่นอนสีขาว ก็ทำให้ผมรับรู้ว่าความฝันของผมไม่อาจเป็นจริงได้อีกแล้ว จะไม่มีวันอันงดงามในอนาคตตามที่เคยวาดหวังไว้ นี่คือเรื่องราวที่ทำใจได้ยากยิ่งสำหรับคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมจะไม่ได้พบวาปีอีก 
  
คิดถึงความจริงข้อนี้แล้วผมก็ตัวสั่นอย่างหนัก หัวใจของผมไม่อยากเชื่อ พลันรู้สึกว่าหัวใจดวงนี้กำลังอึดอัดราวกับนอนทับตัวเองในคืนฝันร้าย มันช่างทรมานและยาวนาน วิธีแก้ไขคือรีบตื่นขึ้นเท่านั้น

ผมค่อย ๆ ทรุดตัวนั่งลงข้างกายคุณทิวา จากนั้นยกแขนซ้ายโอบไหล่เขาเอาไว้ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมควรให้ความสำคัญกับเขามากที่สุด ผมถามขึ้นอย่างที่คนเรามักถามกันเสมอว่า “เกิดอะไรขึ้นครับ คุณทิวา” แต่นั่นก็เป็นคำพูดที่กล่าวออกไปได้อย่างยากเย็นเหลือเกิน มันสั่นสะอื้นเสียจนแทบจะไม่เป็นถ้อยเป็นคำ

คุณทิวาไม่ตอบ เขาได้ยินแน่นอน ทว่าไม่ยอมตอบ กิริยาของเขาเหมือนได้วิปลาสไปเสียแล้ว ดูเอาเถอะ เขานั่งคอตกส่งเสียงครางอยู่ในลำคออย่างแผ่วเบา ร่างผอมบางไหวโยกเยกเล็กน้อย มือยาวสวยและขาวสะอาดทั้งสองข้างเกาะกุมอยู่บริเวณหัวเข่า สายตาเหม่อมองอยู่ที่พื้นปาร์เก้ ดูเหมือนว่าเขากำลังดำรงอยู่ในโลกของตัวเองอย่างแท้จริง 

ผมผละจากคุณทิวามาที่เตียงนอน ค่อย ๆ คว้าผ้าห่มแพรสีเนื้อขึ้นมาคลี่ออกคลุมร่างของวาปีเอาไว้ พลันรู้สึกว่าความตายตรงหน้าซึ่งผมพยายามมองข้ามไป หรือทำเหมือนมันไม่ได้เกิดขึ้น ช่างต่างไปจากความมีชีวิตชีวาของเธอ และนั่นก็ทำให้ผมเจ็บปวดยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

“ลาก่อน วาปี” ผมกระซิบหลังจากจูบแก้มเย็นชืดของเธอแล้ว 
 
ถึงตรงนี้ก็รู้สึกใจจะขาดรอน ๆ ขึ้นมาอีก ทั้งหมดเป็นความรู้สึกที่รุนแรงยิ่ง ผมพยายามกลั้นน้ำตา พลางจัดผ้าคลุมร่างซึ่งได้หลับไปชั่วนิรันดร์แล้ว แต่ก็เป็นไปในลักษณะคล้ายกับว่าไม่ต้องการจัดให้เสร็จเรียบร้อย ผมต้องการทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดไป

อย่างฉับพลัน ความรู้สึกนึกคิดที่เตือนว่าจะไม่ได้พบเธออีกก็ทำให้ผมอดร้องไห้ออกมาไม่ได้ จริงสินะ เราสองคนจะไม่ได้พบกันอีก พบกันอย่างที่เคยจดจำได้ ในห้วงเวลาและสถานที่อันเต็มไปด้วยความมึนเมาแสนงาม เราจะกลายเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าที่เดินสวนทางกัน ในห้วงเวลาอันไม่มีจุดสิ้นสุดครั้งแล้วครั้งเล่า อาจได้สบตากันทว่าไม่รู้จักกัน และนั่นจะไม่ทำให้เราเจ็บปวดอีกเลย แต่...

ผมรู้สึกเศร้าใจและสิ้นหวัง หัวใจว่างโหวงไปหมด ไม่มีอนาคตระหว่างเราสองคนให้ฝันถึงแล้วจริงหรือ พาลนึกเสียใจว่าถ้าเพียงแต่ผมไม่ทอดทิ้งเธอไว้ตามลำพังในเรือนพัก เธอก็จะไม่ต้องมาพบจุดจบอันน่าสลดใจเยี่ยงนี้ อย่างเลวร้ายที่สุด   เราสองคนก็คงได้ตายพร้อมกันด้วยมีดเล่มนั้น 

หรือถ้านับหนึ่งได้ใหม่ สมมุติว่าผมยอมติดตามเธอเข้ามาทำงานในเมืองหลวงตั้งแต่แรก เราก็คงจะเป็นคู่รักที่เหมาะสมกับความเป็นปกติของโลกนี้ โลกซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงโลกในฝันของผมแต่เพียงผู้เดียว เราสองคนน่าจะมีความทุกข์ความสุขร่วมกันตลอดไปตราบจนสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติ มันควรเป็นเช่นนั้นใช่ไหม น่าเศร้าที่เธอกับผมไม่ได้รับโอกาสครั้งที่สองจากใครคนนั้น ผมคิดพลางนึกตัดพ้อต่อว่า ระหว่างเดินออกมาจากเรือนพักอย่างอ่อนล้าทั้งกายและใจ ภาพจากอดีตยังคงหวนกลับเข้าสู่ห้วงความคิดคำนึงของผมครั้งแล้วครั้งเล่า ช่างเป็นภาพที่แจ่มชัดเสียเหลือเกิน มิหนำซ้ำทุกคืนหลังจากนั้น มันยังคงติดตามเข้าไปถึงในความฝันอันชัดเจนและไม่รู้จบ  
 
ผมมักจะเสียดายหลายสิ่งหลายอย่างในความฝันเสมอ ต่อให้มันเป็นความรวดร้าวแสนสาหัสก็ตาม ผมจึงไม่พยายามลืมเรื่องราวเหล่านี้ การสูญเสียเธอไปตลอดกาลดูจะเป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด มันให้ความรู้สึกว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด  

ทุกวันนี้ผมยังคงใช้ชีวิตเที่ยวเดินไปตามท้องถนน   บนเส้นทางที่ทอดยาวจนไม่เห็นปลายทาง   ผมพยายามมองหาบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่ากำลังมองหาอะไร   ตอนจบอันแสนสุขอย่างนั้นหรือ   

เป็นไปได้ว่าตอนจบของเรื่องนี้ยังไม่ได้ถูกเขียนอย่างที่ควรจะเป็น   ผมพยายามตอบตัวเองด้วยเหตุผลที่ผมสร้างขึ้น   และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา   การเดินของผมก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป

.

หมายเหตุ เรื่อง “ภาพบนทางเดินอาจดูเหมือนความจริงมากเกินไป” เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด “นาสตาเซีย” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ ปี 2560

กองบรรณาธิการhttps://www.nittayasan.com
กองบรรณาธิการของ nittayasan.com เกิดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปิน นักเขียน นักเดินทาง นักกิน หมอดู นักข่าว ช่างภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อมาใช้เวลาสร้างสรรค์คอนเทนต์ในแบบที่ nittayasan.com ต้องการ เพียงคุณเข้ามาอ่าน พวกเราก็ยินดีแล้ว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page