หน้าแรกวรรณกรรมเรื่องสั้นไทย "รักแรกพบ" โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

เรื่องสั้นไทย “รักแรกพบ” โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์

1.

“เมื่อคุณพาฉันเข้ามาในโรงแรมแห่งนี้ ภายในห้อง ๆ นี้ ฉันก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองยังคงเป็นสาวอยู่ และดูเหมือนว่าตัวเองจะไม่เคยทำตัวได้ก๋ากั่นถึงขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ ฉันใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงเรียบร้อยมาโดยตลอด พอคุณทำท่าคล้ายจะเริ่มต้นจูบฉัน ฉันถึงกับเผลอใจคิดว่าตัวเองกลายเป็นหญิงสาว แล้วมาตอนนี้ ดูสิ ฉันพลันรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กสาวอายุสิบห้าอีกครั้งหนึ่ง”

“มาช่า คุณเป็นสาวน้อยของผมเสมอ...”

2.

สำหรับพวกที่เชื่อในความเป็นเหตุเป็นผลแล้ว รักแรกพบเป็นเพียงเรื่องตลกชวนหัว พวกเขาเน้นเรื่องความรักไปที่คำอธิบายเกี่ยวกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความรู้ ฐานะ หรือชื่อเสียง พวกเขาจึงละเลยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกไป นั่นเพราะว่าความรักในความคิดของพวกเขาเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก ทั้ง ๆ ที่ความรักคือเรื่องสากล ผู้ที่มีจิตใจปกติย่อมจะสามารถรับรู้ได้ด้วยระบบอัตโนมัติของเส้นประสาทในสมองและร่างกายของแต่ละคน หรือไม่ก็ในหัวใจของพวกเขานั่นเอง
 
เช่นเดียวกับความรู้สึกที่ผมเคยมีต่อมาช่าเมื่อห้าสิบปีก่อนโน้น เธอ-ในร่างของเด็กสาวกำลังขี่จักรยานสีแดงมาตามถนนสายหลัก ในหมู่บ้านจัดสรรที่ผมเคยไปเยี่ยมญาติคนหนึ่ง ผมจ้องมองหน้าเธอด้วยความรู้สึกพิศวง เธอเองก็มองโต้ตอบโดยไม่หลบสายตา จากนั้นเธอก็แลบลิ้นให้ผมอย่างเขินอาย ผมได้แต่ยิ้มเซ่อซ่ากับภาพตรงหน้าเหมือนคนละเมอ จนกระทั่งเธอขี่จักรยานผ่านไปไกล ผมจึงตระหนักว่าผมตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว

3.

ห้าปีมาแล้วที่ผมเกษียณจากงานประจำและได้พักผ่อน กิจวัตรประจำวันของผมก็ไม่มีอะไรมากนัก ทุก ๆ วันผมมักจะนั่งพิงพนักเก้าอี้สูงท่วมศีรษะอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งทำงานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุด นี่นับเป็นสิ่งประดิษฐ์อันน่ามหัศจรรย์เหลือเกิน สมัยก่อนราวสี่สิบปีที่แล้ว ผมเคยเห็นบรรพบุรุษของมันยังบันทึกข้อมูลด้วยบัตรเจาะรูอยู่เลย หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นม้วนเทปและแผ่นดิสก์ขนาดใหญ่ ก่อนจะมีขนาดเล็กลงตามวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป
 
ทุกวันนี้มนุษย์เรามีตัวเลือกมากมายสำหรับใช้บันทึกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ ของคอมพิวเตอร์ ดูเหมือนว่ามันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่โลกนี้หลายประการด้วยความชาญฉลาดของมัน (หรือจริง ๆ แล้วคอมพิวเตอร์เพียงแค่กระตุ้นให้โลกนี้เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดจากความเฉลียวฉลาดของมนุษย์ ตามที่เคยมีใครบางคนได้กล่าวอ้างไว้ ซึ่งต่อมาถูกขัดคอจากใครคนหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์เรานั่นเอง ไม่ใช่สิ่งใดอื่น) ดูเอาเถิด จากคลานเตาะแตะ เผลอไม่นานเด็กทารกก็กลายเป็นหนุ่มสาว แล้วลุกขึ้นวิ่งราวกับเป็นเจ้าลมกรดไปบนเส้นทางที่โยงใยถึงกันทั่วโลก ในวัยชรา ผมมักจะท่องไปบนเส้นทางเหล่านั้น จนกระทั่งค้นพบสิ่งที่ตัวเองปรารถนามานาน ก่อนจะใช้เมาส์และคีย์บอร์ดควบคุมขยายภาพถ่ายบนจอให้ใหญ่ขึ้น
 
ผมค้นพบเธอแล้ว ไม่ผิดตัวแน่นอน เธอเคยเป็นเด็กสาวนัยน์ตาโต แก้มยุ้ย ยิ้มหวาน และมีเส้นผมสีน้ำตาลเข้มซึ่งยาวเคลียแก้มปิดใบหู เธอชอบขี่จักรยานสีแดงไปตามถนนในหมู่บ้านจัดสรรแห่งนั้น ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ และดูมีความสุข ผมยังจำได้ดีเสมอ

น่าเศร้าหรือน่าดีใจกันแน่นะ ที่เธอสูญหายไปจากชีวิตของผมมานานมาก ใช่ ห้าสิบปีผ่านไปแล้ว หลังจากเส้นผมบนศีรษะบางลงและเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีขาว ฟันบางซี่โยกคลอนแล้วหลุดร่วงลง จนต้องใส่ฟันปลอมเพื่อความสวยงาม มันควรจะทำให้คนอย่างผมนึกปลงสังขาร ทว่าทุกวันนี้ผมยังคงหมกมุ่นอยู่กับการเดินถอยหลังกลับไปสู่จุดเริ่มต้น ด้วยความใฝ่ฝันว่าอาจได้พบเจอเธออีกครั้งหนึ่งในโลกแห่งเครือข่ายสังคมอินเทอร์เน็ต และด้วยเทคนิคอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งโชคชะตา ผมกับเธอก็ได้กลับมาอยู่ในวงโคจรเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง นี่คือการตัดสินใจของผมเอง มนุษย์ผู้สามารถเฝ้ามองดูชีวิตของบุคคลที่ตนเคยคิดว่าได้สูญเสียไปแล้ว ผมยังมีลมหายใจอยู่ทันได้เห็นความคิดของเธอผ่านทางภาพ เสียง และตัวอักษรมากมาย ที่เธอพิมพ์สนทนากับเพื่อน ๆ รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของเธอ ถ้าผมไม่เปิดเผยตัว เธอก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่ากำลังถูกสอดส่องจากใครบางคนซึ่งนั่งมองดูอยู่ ผ่านจอมอนิเตอร์หรือจอโทรศัพท์มือถือ เช่นที่ผมกำลังทำอยู่ในเวลานี้
 
ดูนั่นสิ ภาพประจำตัวของเธอเมื่อเวลาผ่านไปห้าสิบปี ชื่อตัวยังคงเดิม แต่นามสกุลเปลี่ยนไปแล้ว คงเป็นของสามีของเธอกระมัง เวลาทำให้เธอดูเปลี่ยนไปมาก รูปร่างไม่ได้แน่งน้อยเหมือนสมัยเป็นเด็กสาว หน้าตาก็แทบจะไม่มีเค้าความงามเหมือนภาพที่จดจำได้ แต่ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นของเธอดำรงอยู่ในใบหน้านั้น คงจะเป็นดวงตายามยิ้มขณะถูกบันทึกภาพที่ยังหลงเหลือเค้าในอดีตไว้มากที่สุด เป็นสิ่งเดียวซึ่งเวลากระทำต่อเธอน้อยกว่าอวัยวะส่วนอื่น ๆ

ในที่สุด ผมก็ต้องยอมรับอย่างจริงใจว่า ผมจำเธอได้ดีก็จากดวงตาคู่นี้นี่เอง นอกเหนือไปจากนั้นก็เป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคย มันช่างเป็นเรื่องน่าผิดหวัง ถูกต้อง น่าผิดหวัง และออกจะทำให้เศร้ามากด้วย จากเด็กสาวผู้งามน่ารัก รอยยิ้มที่เคยสว่างไสว บัดนี้ไม่เหลืออะไรเลย ผมไม่อยากโทษกาลเวลา ผมพยายามรับรู้ถึงความจริงของธรรมชาติ เตือนตัวเองและยิ้มให้แก่ธรรมชาติของโลกนี้ โชคดีเท่าไหร่แล้ว ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่จึงทำให้ผมได้พบเห็นเธออีกครั้งโดยที่เธอไม่รู้ตัว ซึ่งนี่เองที่ทำให้เราต่างก็ไม่ต้องปั้นหน้าปั้นตา ไม่ต้องถามไถ่เรื่องราวของกันและกันในปัจจุบัน มีเพียงอดีตให้ระลึกนึกถึง อดีตที่ผ่านมาแล้วห้าสิบปี ชีวิตต่างหากที่ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ย้อนกลับไม่ได้ มีแต่เงาของอดีตที่เดี๋ยวนี้วิ่งตามมาทัน ถูกต้องไหมนะ ที่คิดเช่นนั้น มันวิ่งมาทันกับปัจจุบันจริง ๆ หรือ ไม่ใช่การคิดไปเองหรือสมมุติตามที่ใจต้องการ ใจซึ่งยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ส่งข้อความทักทายเธอดีไหม หลังจากผ่านไปห้าสิบปีแล้ว คนเราควรจะทักทายกันอย่างไร ถ้าเธอเป็นแค่เพื่อน การทักทายกันคงเป็นเรื่องง่าย แต่นี่เธอไม่ใช่เพื่อน ขณะเดียวกันเธอก็ไม่ใช่อดีตคนรักด้วยเช่นกัน ความสัมพันธ์ไม่เคยดำเนินไปในรูปแบบนั้น แม้จะเคยบอกรักกันก็ตาม ด้วยสถานภาพในปัจจุบัน   มันไม่มีประโยชน์หรอกนะ ที่จะไปเท้าความถึงเรื่องราวเช่นนี้กับบุคคลในอดีตเมื่อห้าสิบปีก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้อยู่ในสภาพเดิม ในกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลง   เธอมีลูกแล้วเช่นเดียวกับผม ลูก ๆ ของเธอกับลูกของผมมีอายุมากกว่าเราสองคนในอดีต ณ ห้วงเวลาที่เคยโคจรมาพบกันเสียอีก
  
ตอนนั้นเราสองคนช่างเป็นเด็กกันจริง ๆ คิดแล้วก็ทำให้อดยิ้มไม่ได้ อดีตกระตุ้นให้แลเห็นภาพรอยยิ้มของเธอ เธอเอียงหน้ามาทางผม ยิ้มกว้างจนแลเห็นฟันขาวสะอาด   ดวงตาเป็นประกาย ผมใจเต้น รู้สึกเก้อเขิน แต่ก็พยายามทำใจกล้าโบกมือให้เธอ จากนั้นก็เห็นเธอขี่จักรยานผ่านไปอีก ผมพยายามบังคับให้ภาพของเธอปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เธอยิ้มให้ผมอย่างหวานชื่น ผมใจสั่น พยายามข่มความอายไว้ รีบยกมือโบกให้เธอเป็นการทักทาย แล้วปล่อยให้เธอขี่จักรยานผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง ดูเหมือนว่านี่จะเป็นผลึกของความทรงจำที่พร่ามัว แต่ด้วยการ กระตุ้นเล็กน้อยก็ทำให้มันชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม
 
ผมเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำจากที่ไหนสักที่หนึ่งในอินเทอร์เน็ต บอกว่าความทรงจำของมนุษย์ในสมองยังคงถูกบันทึกไว้ทุกรายละเอียด เรื่องยากก็คือการดึงเอาความจำที่ปรารถนาออกมา มันต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ทว่าในความพยายาม เรามักจะได้อะไรต่อมิอะไรติดตามพัวพันมาด้วยเสมอ หลายครั้งเป็นความทรงจำที่ไม่น่าพิสมัย ความทรงจำมิใช่จะน่ารักไปเสียทุกประการ รายละเอียดหลายเรื่องทำให้เราเจ็บปวด เมื่อเราดิ้นรนไขว่คว้าและรื้อมันเสียจนกระจุยกระจายราวกับการรื้อห้องเก็บของขนาดใหญ่ โลกที่เต็มไปด้วยฝุ่น ขยะ ข้าวของหัก ๆ พัง ๆ แต่ในกองวัสดุเหล่านั้นก็ยังมีบางสิ่งที่เป็นเครื่องเตือนใจ อาจเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ไม่คาดคิดว่ายังคงหลงเหลืออยู่ สิ่งซึ่งทำให้เรายิ้ม ทอดถอนหายใจ น้ำตาซึม หรือไม่ก็แทบจะหัวเราะออกมา เราพยายามเป่าเอาฝุ่นออกไป ถูมันด้วยชายเสื้อหรือแขนเสื้อ มันเก่ามาก และเราคงจะไม่นำกลับมาใช้สอยอีก มันไม่เหมาะแก่การนำกลับมาใช้อีกแล้ว แต่อาจนำไปตั้งแสดง หรือเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานก็เป็นได้
 
อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่เปิดลิ้นชักออกมา หากไม่รีบร้อนจนเกินไปนัก เราจะสังเกตเห็นอดีตนอนนิ่งสงบอยู่ในนั้น มันย่อมสะกิดใจเราให้หวนคิดถึงวันเก่า ๆ ผมไม่รู้หรอกนะว่าคนเราจะคิดถึงวันเก่า ๆ ไปทำไมกัน มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ทั้งต่อตัวเองหรือผู้อื่น ผมจึงไม่เคยคิดจะเล่าเรื่องราวในอดีตบางเรื่องให้ใครรับรู้ ทว่าทุกคนต่างก็มีเรื่องราวในอดีตอันมีค่าด้วยกันทั้งนั้น เรื่องของคนอื่นเป็นได้เพียงแค่เศษฝุ่นที่เหมาะแก่การเป่าให้ปลิวออกไป เมื่อมนุษย์สิ้นชีวิตลง พวกเขาก็จะไม่ต้องออกแรงเป่าฝุ่นเหล่านั้นอีก ผมเองไม่ควรจะพยายามดึงมันออกมาจากเซลส์สมองตัวเอง แต่ปล่อยให้มันหายไปในห้วงเวลาอันไร้ขอบเขตและไร้ที่สิ้นสุดน่าจะดีกว่า ปัญหาก็คือผมรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ แทนผมได้ ผมจึงอาจนึกเสียดายความทรงจำของผม พร้อมกันนั้นก็อยากให้มันเป็นนิรันดร์ ผมเลยจดบันทึกเอาไว้บนกระดาษ หรือไม่ก็พิมพ์ใส่ในระบบอินเทอร์เน็ต ครั้นแล้วผมก็ตระหนักได้ว่า กระดาษจะมีอายุเพียงพันปีถ้าเก็บรักษาไว้อย่างดี ส่วนระบบอินเทอร์เน็ตไม่แน่ใจว่าจะอยู่ได้ถึงร้อยปีหรือไม่ กล่าวกันว่าหากเกิดสงครามนิวเคลียร์ ข้อมูลต่าง ๆ ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะสูญหายไปจนหมด มันไม่น่าจะใช้เวลานานนักหรอก ที่ความทรงจำในรูปแบบต่าง ๆ จะถูกทำลายจนสิ้นสลายไป ด้วยน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง ความคิดนี้ทำให้ผมรู้สึกเศร้า ภาพของเด็กสาวที่ยิ้มให้ผมและขี่จักรยานผ่านหน้าผมไป ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะให้ความสำคัญจนถึงขนาดต้องพยายามบันทึกมันไว้ แม้แต่จดหมายที่เธอได้เขียนและบอกรักผมเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในความครอบครองของอดีตภรรยา สักวันหนึ่งมันอาจถูกทิ้งลงถังขยะจนนำไปสู่กรรมวิธีรีไซเคิล แล้วกลายเป็นกระดาษกรีนรีดได้ทุกเมื่อ หรืออาจจะถูกนำไปผลิตเป็นสินค้าเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เรื่องทำนองนี้มันเป็นไปได้ทั้งนั้น ผมไม่รู้จริง ๆ ว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน ด้วยปรปักษ์ในอดีตเป็นผู้เก็บรักษาจดหมายดังกล่าวเอาไว้ (แม้จะโดยไม่รู้ตัวก็เถอะ) และผมก็ไม่เคยคิดจะถามไถ่หรือขอคืน มันคงเป็นเรื่องบ้าบอสิ้นดีสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง หากผมติดต่อสอบถามไปว่า จดหมายแห่งความรักแรกพบที่ส่งตรงถึงอดีตสามีของเธอทางไปรษณีย์ ยังอยู่ดีหรือไม่ ในห้วงเวลาที่อดีตภรรยากับผมยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่จินตนาการก็รู้สึกว่าน่าประหลาดอยู่มากทีเดียว เผลอ ๆ เธอคงไม่โต้ตอบด้วย ถ้าใช้โทรศัพท์สอบถาม เธอก็อาจจะตัดสายสนทนาทิ้งทันที แต่ภายในใจเธอสิจะคิดอย่างไร เธอจะนึกหึงหวงบ้างหรือไม่ ชีวิตสมรสยาวนานร่วมสิบปีจะมีความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่านะ แต่ช่างหัวมันเถอะ มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วสำหรับคำถามและคำตอบพวกนี้ เพราะมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ผมไม่มีทางติดต่อเธออีก ถ้าเป็นไปได้
 
เรื่องราวระหว่างเราจบลงอย่างไม่สวยงามสักเท่าไรนัก ความจริงก็คือจบลงอย่างไม่สวยงามเลยนั่นแหละ การติดต่อกันอีกมีแต่จะเป็นการกวนน้ำให้ขุ่น เหมือนน้ำในโอ่งที่ผมเคยแกว่งด้วยก้อนสารส้มอย่างสนุกมือในวัยเด็ก น้ำหมุนวนด้วยความแรง แล้วในเวลาต่อมา ก้นโอ่งก็เต็มไปด้วยสารแขวนลอยตกตะกอนนอนนิ่งอยู่เต็มไปหมด เหมือนความสัมพันธ์กับผู้หญิงในอดีตอีกหลายคนที่ผมควรจะลืมมากกว่าจดจำ เพื่อไม่ให้ภาพในความทรงจำกลายเป็นความยอกแสยงใจ ความสุขที่แตกสลายไปแล้วช่างแสลงใจยามย้อนคิดคำนึงถึง ผิดกับความสุขซึ่งถูกแปรสภาพเป็นความฝันที่สามารถดำรงอยู่อย่างงดงามในหัวใจเสมอ ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยถูกพัฒนาให้เป็นจริงเป็นจังก็ไม่ต่างกัน

เมื่อไม่ถูกพัฒนาจึงยังคงเป็นหนุ่มสาวชั่วนิรันดร์ แต่ละภาพช่างงามละมุนละไม ฟุ้งฝัน เรืองรองอยู่ในความทรงจำมายาวนานห้าสิบปี ซึ่งไม่มีใครเคยล่วงรู้และไม่รู้ว่าจะรู้ไปเพื่ออะไร มันไม่สำคัญต่อใครเลย สำหรับคนอื่นมันก็เป็นเพียงเรื่องราวไร้สาระหาค่าอันใดมิได้ เปรียบดังกล่องไม้สลักลวดลายประณีตที่เก็บจดหมายรักชั่วชีวิตเอาไว้ ล็อกกุญแจปิดไว้อย่างดี ป้องกันไม่ให้ใครมาเปิดดู มิหนำซ้ำยังซุกซ่อนไว้ภายในบ้านอย่างมิดชิด แต่ครั้นเมื่อขโมยผู้เก่งกาจแอบเข้ามาก็สามารถค้นหากล่องไม้ดังกล่าวได้ด้วยความชำนาญ จากนั้นลักลอบนำออกไปอย่างลิงโลดว่าคือกล่องสมบัติล้ำค่า แต่เมื่อเปิดดูข้างในกลับพบว่ามันเป็นเพียงความไร้สาระเท่านั้น หัวขโมยคงถึงกับโมโหโกรธา   ก่อนจะโยนจดหมายทั้งหมดทิ้งลงแม่น้ำ
 
เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้ ถึงผมจะประกาศมอบรางวัลให้แก่หัวขโมย หากนำจดหมายในกล่องกลับมาคืน มันก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว นี่คือความจริง แน่นอน ผมไม่จำเป็นต้องโกหกใครก็ตามที่อยู่ในความทรงจำของผม ผมนึกถึงพวกเขาอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา ผมพูดกับพวกเขาอย่างสัตย์ซื่อ ถึงกระนั้นบางครั้งผมก็ต้องหยุดคิดเหมือนกัน ว่านี่คือคือสิ่งที่ดำเนินไปอย่างเป็นจริงหรือไม่ มันน่าละอายมากถ้าผมต้องการจะดูดีแม้ในความคิดคำนึงของตัวเอง เพราะนั่นเท่ากับว่าไม่อาจเชื่อถือเรื่องราวใด ๆ ภายในใจของผมได้เลย

ครั้นแล้วผมก็ระลึกได้ว่าบ่อยครั้งที่ผมเคยกล่าวคำโกหกต่อตุ๊กตาของเล่น กล่าวคำลวงต่อภาพการ์ตูนที่ผมวาดขึ้นมา โป้ปดมดเท็จแม้แต่ยามพูดกับตัวเองในความฝัน   พยายามทำให้ตัวเองและทุกคนเชื่อตามที่ผมต้องการ มุสาได้แม้กระทั่งทารกที่ยังฟังภาษาพูดของผมไม่ออก ทว่าเรื่องราวระหว่างเธอกับผมก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี เธอยิ้มให้ผม ขี่จักรยานผ่านไป ผมมองเธออย่างหลงใหล แม้จะเป็นเพียงภาพในอดีต เป็นเพียงร่องรอยทางเคมีหรือคลื่นไฟฟ้าที่วิ่งไปตามเส้นประสาทในเซลส์สมอง ไม่สำคัญหรอกว่ามันทำงานอย่างไร แต่มันก็เกิดขึ้นภายในนั้น แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนักที่จะรู้ว่าเราพูดจริงหรือโกหก สิ่งที่ยากกว่าก็คือ การรับรู้ว่ามันได้เกิดขึ้นจริง หรือว่าเพียงถูกทำให้รู้สึกว่าเป็นจริง เราสามารถไว้วางใจความคิดของตัวเองได้หรือไม่ ในเมื่อเราได้แตกหน่อกลายเป็นตัวละครตัวเดิมในภาพยนตร์เรื่องใหม่ พร้อมบทบาทใหม่ของเราเอง ตัวละครตัวเดิมยังเล่นบทบาทเดิมในภาพยนตร์เรื่องเก่า ขณะที่เราก็ต้องเริ่มแสดงบทบาทใหม่ในภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งไปพร้อม ๆ กัน 

ผมรู้สึกราวกับว่าตัวละครแต่ละตัวดำรงอยู่ในโลกคู่ขนาน โลกของใครของมัน ต่างก็พยายามจะจัดการกับชีวิตของตัวเองในบทบาทที่ได้รับให้ดีที่สุด มีตัวตน ได้รับเกียรติยศ ชื่อเสียง ความสำเร็จ เพื่อเสริมความเชื่อในความมีตัวตน จนมีผู้มองเห็นในมุมมองและในโลกแห่งการรับรู้ของพวกเขา พร้อมกันนั้นก็แทรกความมีอยู่ของเราเข้าไปสู่ความมีอยู่ของผู้คน ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมองเห็นเราเลย แล้วคิดว่าถ้าทำได้ก็จะมีความสุข ทว่าไม่นานนักหรอก สักวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผมจะจบลง ความทรงจำทั้งหมดจะเน่าเปื่อยอยู่ในหลุม มีเพียงบางเศษบางเสี้ยวที่อาจจะมีอายุต่อไปนับพันปีบนกระดาษหรือศิลาจารึก ทว่าเมื่อเทียบกับอายุของโลก มันก็อ่อนจางยิ่งกว่าร่องรอยขีดข่วนบนฝ่าเท้าของทารก เมื่อเราพยายามค้นหาในตอนที่ทารกเติบโตจนร่างกายเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยชราแล้ว เวลาทำให้การค้นหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ท้ายที่สุดผมจะลืมเธอ เช่นเดียวกับที่เธอก็จะลืมผม

4.

“ทำอะไรอยู่คะ พี่อ้นคงยังไม่หลับนะ”

“ยังไม่หลับหรอก พรุ่งนี้วันหยุดนี่นา พี่ไม่ต้องทำงาน เลยนั่งดื่มเบียร์อยู่คนเดียวที่ห้อง”

“เมาหรือยัง ทำไมไม่มาหาพี่พัดล่ะ”

“ก็ขาหักใส่เฝือกอยู่แบบนี้ มันไม่ค่อยสะดวก แค่ไปทำงานก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว”

“ให้น้อยขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับไหมล่ะ โอเคนะ”

“จะมาจริงหรือ ตีสามอย่างนี้นี่นะ เอาเถอะ ถ้าน้อยมารับ พี่ก็จะไป”

ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา น้อยก็ขี่มอเตอร์ไซค์มารับผมที่อพาร์ทเมนท์จริง ๆ 

ก่อนหน้านั้นผมแต่งตัวรอและเดินกะโผลกกะเผลกลงมายืนอยู่ที่หน้าตึกได้สักครู่หนึ่งแล้ว ผมค่อย ๆ ปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของเธอ โดยยกไม้ค้ำยันพาดไว้บนตัก แล้วจ้องมองดูหมวกกันน็อกตรงหน้าราวกับจะให้ทะลุเข้าไปถึงข้างใน ผมนึกอยากรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่และมีสีหน้าอย่างไร

ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์แล่นไปบนท้องถนนท่ามกลางแสงไฟสองข้างทาง ยวดยานยามดึกแลดูบางตากว่าตอนกลางวันมาก ลมพัดแรงและค่อนข้างเย็น ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย ผมเองได้แต่เงียบและอดคิดถึงวันแรกที่เธอกับผมพบกันไม่ได้
 
มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ คืนวันเสาร์ผมไปค้างที่บ้านพี่สาวของเธอ ผมไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าเป็นใครที่มาเคาะประตูแต่เช้า เมื่อผมงัวเงียออกจากห้องนอนไปเปิดประตู ครั้งแรกผมถึงกับตกใจแกมประหลาดใจ เมื่อพบว่าเป็นหญิงสาวที่ผมไม่รู้จักในชุดสิงห์มอเตอร์ไซค์ดูทะมัดทะแมง หน้าตาเธอน่ารักมากทีเดียว ผมซอยค่อนข้างสั้น ในมือถือหมวกกันน็อกแบบเต็มใบ ขณะนั้นสีหน้าและแววตาของเธอก็ดูประหลาดใจเช่นเดียวกัน ใกล้กับรองเท้าของเธอมีเป้ใบใหญ่วางล้มอยู่บนพื้นทางเดิน
 
“พี่พัดอยู่ไหมคะ”

“อ๋อ มาหาพัดงั้นหรือ อยู่ครับ เดี๋ยวผมจะเรียกให้นะ พอดีพัดยังไม่ตื่นเลย”

จำได้ว่าเช้าวันนั้นผมรับหน้าที่ทำอาหารให้แก่ทุกคน เป็นการต้อนรับการย้ายมาอยู่ของเธออย่างไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน ดูเหมือนเธอจะต้องการสร้างความประหลาดใจให้แก่พี่สาว จากบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความเก้อเขินอึดอัด ทำให้รับรู้ว่าเธอเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดที่เธอกับพี่สาวเกิด และหวังจะได้มาอยู่ใกล้ชิดพี่สาวที่ทำงานเป็นหลักแหล่งอยู่ในกรุงเทพฯ อายุของทั้งสองห่างกันถึงหนึ่งรอบ ผมมารู้ในภายหลังว่าเธอเป็นลูกหลง

นับเป็นช่วงเวลาแห่งความกระอักกระอ่วนโดยแท้ คุยกันได้ไม่เท่าไหร่ เราทั้งสามต่างก็หมดเรื่องคุย แล้วนั่งกินอาหารกันอย่างเงียบ ๆ พี่สาวของเธอทำสีหน้าเจื่อน ๆ ไม่เลิกรา คงนึกอายที่น้องสาวมาล่วงรู้ความลับโดยไม่คาดคิด ขณะเดียวกันเธอก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารฝีมือผมเหมือนเอร็ดอร่อยมาก ผมถือโอกาสนั้นลอบมองเธออยู่เป็นระยะ ๆ โดยพยายามไม่ให้ใครสังเกตเห็น การหักห้ามใจไม่มองดูเธอช่างเป็นเรื่องยากเย็น ผมนึกอยากกล่าวบางสิ่งบางอย่างแก่เธอ แต่ผมจะพูดออกมาได้อย่างไรว่าขณะนั้นผมมีความสุข ผมไม่เคยคิดว่าจะได้มีประสบการณ์รักแรกพบอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เวลาผ่านไปนานถึงยี่สิบเก้าปี ที่สำคัญผมไม่ใช่เด็กหนุ่มแล้วในตอนนั้น ทว่าเป็นชายกลางคนที่ควรปักหลักมีครอบครัวเสียที ตามที่แม่ของผมต้องการ 

บนรถมอเตอร์ไซค์ของเธอ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร นั่นยิ่งเท่ากับว่าช่วงเวลาแห่งความสุขของผมใกล้จะจบแล้ว ผมได้แต่ภาวนาขอให้เธอขี่มอเตอร์ไซค์ช้าลง ขณะเดียวกันก็ปล่อยให้กลิ่นหอมจากเรือนกายของเธอกำซาบลงในหัวใจของผม 

ยามนั้นผมเพียงแค่หวังจะเก็บความทรงจำนี้ไว้ให้นานที่สุด โดยที่จะไม่ปล่อยให้เธอรู้ตัว เรื่องทั้งหมดนี้ควรเป็นความลับของผมแต่เพียงผู้เดียว ทว่าสุดท้ายแล้วผมก็ยอมพ่ายแพ้แก่ความปรารถนา ด้วยการเอื้อมมือไปสัมผัสเอวของเธออย่างแผ่วเบา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนทั้งสองข้าง ใบหน้าซบลงบนหัวไหล่ของเธอด้วยอารมณ์อ่อนไหว แม้ภายในใจนึกกลัวว่าเธอจะโกรธ เธอคงจอดรถแล้วลงมาตบหน้าผมเป็นการลงโทษ ความสุขที่เกิดขึ้นจะหายวับไปในชั่วพริบตา ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่เป็นเพราะความเสียใจ เมื่อต้องสูญเสียมิตรภาพซึ่งเคยมีต่อกันไป ระหว่างเราสองคนคงมองหน้ากันไม่ติด ทว่าเหตุการณ์ในคืนดังกล่าวกลับไม่เป็นเช่นนั้น

5.

วันที่ผมเดินออกจากบ้านหลังนั้นมา ผมไม่เหลืออะไรเลย นอกจากกระเป๋าเดินทางใบเดียว ผมมอบบ้านและรถยนต์ให้เธอกับลูกสองคนของเรา บ้านเพิ่งผ่อนกับธนาคารหมดพอดี ส่วนรถยนต์ผ่อนกับไฟแนนซ์หมดไปนานกว่าหกปีแล้ว ทำให้ผมมั่นใจว่าลูก ๆ จะไม่ลำบากเวลาเดินทางไปโรงเรียน 

ความจริงผมก็อยากเป็นฝ่ายเลี้ยงดูลูกเองอยู่เหมือนกัน แต่ก็เข้าใจว่าอดีตภรรยาหวงลูกมาก แน่นอน เธอเป็นฝ่ายอุ้มท้องมานานถึงเก้าเดือน และเสี่ยงกับความเป็นความตายด้วยตัวเองถึงสองครั้งในตอนคลอด ผมไม่ควรทำให้เธอเจ็บช้ำมากไปกว่าที่ผ่านมา หลังจากที่เธอจับได้ว่าผมเผลอไผลไปมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวคนหนึ่งในที่ทำงานซึ่งเพิ่งย้ายมาใหม่ โดยที่ผมหลงคิดว่าเป็นรักแรกพบครั้งสุดท้าย ภายหลังเมื่อคนรักของฝ่ายหญิงล่วงรู้เรื่องนี้เข้าจึงมาดักยิงด้วยความเคียดแค้น โชคดีที่ผมแคล้วคลาดมาได้อย่างหวุดหวิด
 
ในเวลาต่อมาเรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ หญิงสาวคนนั้นลาออกอย่างเงียบ ๆ ส่วนผมถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ละวันต้องยุ่งอยู่กับการวิ่งเต้นหาผู้ใหญ่ให้ช่วยเหลือ 

ไม่นานเท่าไรนัก เรื่องนี้ก็ล่วงรู้ถึงหูเธอจนได้ ตอนนั้นเองที่ผมได้เรียนรู้ว่าหากปล่อยให้ความสัมพันธ์ถึงขึ้นเย็นชาต่อกันแล้ว เรื่องราวมักจะยุติลงโดยไม่มีการให้อภัย เวลานั้นเธอเพียงแค่พูดกับผมสั้น ๆ ว่า “เราเลิกกันเถอะ   ลูกสองคนน้อยจะเลี้ยงเอง” 

น่าประหลาดที่ผมไม่ได้หลุดปากอ้อนวอนขอร้องเธอออกไปแม้สักคำหนึ่ง ราวกับว่าผมได้รอเวลาให้เธอเอ่ยปากเช่นนั้นมานานมากแล้ว นั่นคงเป็นเพราะว่าหลังจากผ่านสามปีแรกไป เจ็ดปีต่อมาก็กลายเป็นช่วงเวลาที่ระหว่างเราแทบจะไร้ตัวตนในสายตาของกันและกัน มิหนำซ้ำผมยังคงรู้สึกผิดต่อพี่สาวของเธอไม่เสื่อมคลาย มันเป็นเรื่องเศร้าเฉพาะตัวที่ผมไม่อาจระบายให้ใครรับรู้ได้

และด้วยความรีบร้อนตอนจะจากมานั่นเอง ผมจึงหลงลืมของสำคัญทิ้งไว้ที่บ้านเก่า ซึ่งในเวลาต่อมาผมไม่กล้าแม้แต่จะขอร้องให้อดีตภรรยาช่วยส่งมาทางไปรษณีย์ มันน่าจะเป็นการรบกวนเธอมากจนเกินไป

6.

“นี่ไงคะ จดหมายทุกฉบับที่คุณเคยส่งให้ฉัน”

“ขอบคุณเทคโนโลยี ที่ทำให้จดหมายลายมือผมสามารถไปปรากฏอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตได้” 

ผมกล่าวพึมพำออกมา ขณะเพ่งตามองจอโทรศัพท์มือถือ ผมพยายามอ่านลายมือในอดีตของตัวเองซึ่งบัดนี้ถูกสแกนเป็นภาพ และนำไปแสดงไว้ในบล็อกส่วนตัวของมาช่า โชคดีที่มันสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้นเพียงแค่ขยับนิ้ว

“ผมเก็บจดหมายของคุณไว้ทุกฉบับเช่นเดียวกัน มันอยู่ในกล่องไม้มีลายสลักงดงาม แล้วเจ้ากล่องไม้ที่ว่านี้ก็อยู่ในช่องลับของบ้านหลังหนึ่ง แต่ผมไม่อยากกลับไปบ้านหลังนั้นอีกแล้ว ไม่อย่างนั้น...”

“ช่างเถอะค่ะ เวลานี้เราได้อยู่ด้วยกันก็เพียงพอแล้ว สำหรับคนในวัยขนาดเรา ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าจะมีวันพรุ่งนี้ให้เห็นอีกไหม เหมือนสามีของฉัน เกษียณได้เพียงสองปีก็มาเสียชีวิตไปโดยไม่ได้ร่ำลากัน”

“ที่ผ่านมาคุณคงเหงา...”

“น่าอายไหมคะ ถ้าฉันจะสารภาพว่าที่ผ่านมาฉันไม่เคยเหงาเลย ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกโดดเดี่ยว ฉันจะหยิบจดหมายของคุณออกมาอ่านเสมอ ข้อความในจดหมายของคุณทำให้หัวใจของฉันเป็นสุข แต่ก็ต้องคอยระวังไม่ลูกหลานเห็นเข้า คงไม่มีใครยอมเข้าใจหรอกค่ะ”

“การวิ่งตามความฝันในวัยที่แค่เดินก็ยังจะล้มอยู่แล้ว จนได้พบคุณอีกครั้งทำให้ผมมีความสุข อดีตทำให้ผมมีความสุขมาก แต่ปัจจุบันก็ทำให้ผมมีความสุขเช่นกัน น่าเสียดายที่ตอนนั้นผมไม่เคยได้จูบคุณเลย เรายังเด็กเกินไป”

“ถ้าคุณไม่รังเกียจริมผีปากเหี่ยวย่นของฉัน...”

“ไม่เลย มาช่าที่รัก”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้จูบเธอ   นับเป็นการจูบยาวนานราวกับเกรงว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้   แต่การไม่มีวันพรุ่งนี้ก็มีข้อดีอยู่ตรงที่บางสิ่งบางอย่างจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง   ถูกต้อง   ผมไม่ปรารถนาความเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว

.

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด “นาสตาเซีย” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ศิราภรณ์บุ๊คส์ ปี

กองบรรณาธิการhttps://www.nittayasan.com
กองบรรณาธิการของ nittayasan.com เกิดขึ้นจากการรวมตัวของศิลปิน นักเขียน นักเดินทาง นักกิน หมอดู นักข่าว ช่างภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อมาใช้เวลาสร้างสรรค์คอนเทนต์ในแบบที่ nittayasan.com ต้องการ เพียงคุณเข้ามาอ่าน พวกเราก็ยินดีแล้ว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Popular posts

My favorites

You cannot copy content of this page